Translate

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

จีนหนาวจัด น้ำตกกลายเป็นน้ำแข็ง

สภาพอากาศที่หนาวเย็นในจีน ทำให้บางพื้นที่เกิดพายุหิมะตกหนัก เป็นอุปสรรคต่อเที่ยวบินนับร้อยเที่ยว อุณหภูมิที่ติดลบทำให้แหล่งน้ำกลายสภาพเป็นน้ำแข็ง


อย่างเช่น บริเวณหุบเขาจุ้ยซาย ในเขตจิ่วไจ้โกว  มณฑลเสฉวน สายน้ำที่ตกจากโขดหินถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง   ก่อตัวเป็นรูปทรงต่างๆ ซึ่งคาดว่า ต้องรอจนถึงปลายเดือนมีนาคม หรือ ต้นเดือนเมษายน กว่าน้ำแข็งจะละลาย และน้ำตกจะกลับมางดงามได้เหมือนเดิม



ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีน ระบุว่า อุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงติดลบ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากแนวความหนาวเย็นจากขั้วโลกเหนือเคลื่อนตัวลงมาทางใต้  จึงทำให้บางพื้นที่ หนาวที่สุดในรอบหลายๆปีทีเดียว





ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/blog-post_21.html#ixzz2J42yWyGU
ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต

พบวัตถุลึกลับบินโผล่เหนือผิวดวงจันทร์





สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มนุษย์กำลังค้นหาว่า บนดวงจันทร์ หรือดาวอื่นๆ นั้นประกอบไปด้วยแหล่งน้ำ และสิ่งมีชีวิตที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพหรือไม่

คลิปวีดิโอที่อัพโหลดโดยผู้ใช้ที่ชื่อว่า danchek2013 ในเว็บไซต์ยูทูป อ้างว่า พบวัตถุลึกลับบินเหนือบริเวณพื้นผิวดวงจันทร์  โดยยานดังกล่าวปรากฏจากเงามืดก่อนจะเห็นเคลื่อนที่อย่างชัดเจน ด้วยการเร่งความเร็วพร้อมกับเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นกลุ่มควัน คล้ายกับเครื่องบิน แต่ไม่สามารถระบุแน่ชัดว่าเป็นอะไรกันแน่



บ้างก็ว่าเป็นนก ดาวหาง หรือยานจากดาวอื่นๆ เพราะการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนทิศทางกระทันหันเช่นนี้ ไม่น่าจะใช่ยานของมวลมนุษย์ หรือสัตว์สิ่งมีชีวิต และบางส่วนก็มองว่า เป็นการสร้างคอมพิวเตอร์กราฟิกขึ้นมาเท่านั้น












ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/blog-post_537.html#ixzz2J41Uq3wi

อีก12ปีข้างหน้าได้ "ฮัลโหล"กับมนุษย์ต่างดาวแน่



ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจานบินชั้นนำประกาศว่า จะคอยให้มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ยักษ์ที่สุดเสร็จลงภายในเวลา 12 ปีเสียก่อน มนุษย์ก็จะได้พบปะหน้าค่าตามนุษย์ต่างดาวกันอย่างแน่นอน

เขาบอกว่า ขณะนี้กำลังจะมีการสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดยักษ์มูลค่า 6.5 พันล้านบาท หากเสร็จเมื่อใด ก็จะสามารถตอบปัญหาที่ชาวโลกอยากรู้ อย่างเช่นว่า มีมนุษย์ต่างดาวอยู่หรือไม่ เพราะกล้องยักษ์นี้จะช่วยเปิดหนทางใหม่และน่าตื่นเต้นให้ “เชื่อว่าจะต้องได้พบปะเห็นกันแน่ภายในปี พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นกำหนดที่กล้องโทรทรรศน์ยักษ์แล้วเสร็จ”

โดยจะลงมือสร้างกล้องในปี พ.ศ.2559 นี้ ประกอบด้วยจาน เสาอากาศเรือนพันต้นตั้งอยู่ในพื้นที่กว้าง 4,921 ตร.กม.ของท้องถิ่นกันดารของออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะสามารถทำให้มองเห็นจักรวาลได้ไกลลึกเข้าไปอย่างที่กล้อง โทรทรรศน์ธรรมดาไม่อาจทำได้ อย่างเช่นมีกำลังขยายถึง 50 เท่า และกวาดมองฟ้าได้เร็วขึ้นกว่ากล้องโทรทรรศน์ต่างๆถึง 10,000 เท่า “ถ้าหากมีอารยธรรมอยู่ภายในระยะไกลไม่เกิน 100 ปีแสง จะต้องพานพบจนได้”.





ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/12.html#ixzz2J40gWpfm

ค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก ในอุกาบาต





10 มกราคม 2013 นักวิทยาศาสตร์ Chandra Wickramasinghe ออกมาเปิดเผยข้อมูล ในวารสารจักรวาลวิทยา (Journal of Cosmology)


จากอุกกาบาตที่ตกเมื่อ 29 เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เป็นหลักฐานยืนยันอีกชิ้นของสิ่งมีชีวิตต่างดาว




Chandra Wickramasinghe




ก่อนหน้านี้เดือนธันวาคม มีลูกไฟลึกลับ ปรากฏบนท้องฟ้าาเหนือหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่เมืองธนามัลวิลา
หลายคนเชื่อว่า แสงประหลาดที่พบเห็นอยู่บนท้องฟ้าอาจเป็นวัตถุบินของสิ่งมีชีวิตนอกโลก (UFO)




ศรีลังกาแตกตื่น! พบแสงปริศนาบนท้องฟ้า เชื่อเป็น UFO








 ที่มาhttp://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/polonnaruwa.html#ixzz2J3zcct1E 

นาซ่าพบหลักฐาน ทะเลสาบโบราณบนดาวอังคาร







สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) เปิดเผยว่า ยานอวกาศสหรัฐ “มาร์ส รีคอนเนสซองซ์ ออร์บิทเตอร์”(เอ็มอาร์โอ) ที่โคจรรอบดาวอังคารพบหลักฐาน  หลุมทะเลสาบโบราณที่หล่อเลี้ยงด้วยน้ำใต้ดิน





ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หลักฐานใหม่ที่พบ ช่วยบ่งบอกประวัติศาสตร์ยุคแรกของดาวอังคารได้อย่างดี   โดยข้อมูลที่ส่งมาจากยานอวกาศสำรวจดาวอังคาร(เอ็มอาร์โอ) แสดงร่องรอยของสารคาร์บอเนต และดินในหลุมแมคลาฟลิน ที่มีความลึกประมาณ 2.2 กิโลเมตร

ทำให้เชื่อว่า หลุมนี้เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน และอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ด้วย
โดยเทียบเคียงกับสภาพแวดล้อมบนโลกที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต และเห็นการสะสมตัวของดินยุคเก่าแก่ที่สุดของผิวดาวอังคาร



โดยนายริช ซูเร็ค นักวิทยาศาสตร์ของยานเอ็มอาร์โอ ระบุว่า การค้นพบครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ดาวอังคารมีความซับซ้อนมากกว่าที่คาดไว้ และในบางพื้นที่น่าจะมีการเผยสัญญาณของสิ่งมีชีวิตโบราณ ส่วนยานคิวริออสซิติอีกลำของนาซ่าได้สำรวจพื้นผิวบนดาวอังคาร นับตั้งแต่ลงจอดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อเก็บตัวอย่างหินต่างๆ พร้อมกับส่งภาพกลับมายังพื้นโลก



ก่อนหน้า Nasa ได้เปิดเผย ภาพใหม่อันน่าอัศจรรย์ ของแม่น้ำบนดาวอังคาร

โครงสร้างลักษณะของแม่น้ำ ความกว้าง 4 ไมล์ (6.4 กิโลเมตร)
ยาว 900 ไมล์ (1440 กิโลเมตร) และลึก 400 เมตร 







ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/blog-post_22.html#ixzz2J3xSM57c

สัตว์ประหลาดที่มีตราประทับ


 




สัตว์ประหลาดที่มีตราประทับ คาดว่าจะเป็นสัตว์ทดลองทางพันธุวิศวกรรม  มันมีหางอ้วนใหญ่ และมีขาเล็กๆ หลายขาด้วย
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=64YB1xgphMc

นาซ่าเตือน"ดวงอาทิตย์ปล่อยสารโคโรนา"มหาศาลพุ่งใส่โลกในอีก3วัน ระบบสื่ิสาร-ไฟฟ้า อาจมีปัญหา





สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (24) ว่า เกิดอนุภาคพลังงานสูงจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากโคโรนาของดวงอาทิตย์ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (23) ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีก้อนมวลสารโคโรนา (ซีเอ็มอี ) จำนวนมหาศาลจากดวงอาทิตย์ กำลังมุ่งหน้ามายังโลกของเราด้วยความเร็วสูง และคาดว่าจะถึงชั้นบรรยากาศของโลกภายใน 1 ถึง 3 วันข้างหน้า

ข้อมูลขององค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (อีเอสเอ) ระบุตรงกันว่า ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาที่เกิดขึ้นส่งผลให้มวลสารดังกล่าวพุ่งกระจายออกมาจากดวงอาทิตย์ และกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ามายังโลกของเราด้วยความเร็วประมาณ “375 ไมล์ต่อวินาที” โดยคาดว่าจะเดินทางมาถึงยังชั้นบรรยากาศของโลกของเราภายใน 24-72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ พร้อมเตือนประเทศต่างๆ เตรียมหาทางรับมือ

ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงอาทิตย์ของนาซาระบุว่า ซีเอ็มอีซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูงจำนวนมากที่พุ่งออกมาจากโคโรนาของดวงอาทิตย์นั้น สามารถเทียบได้กับระเบิดปรมาณูที่กองทัพสหรัฐฯใช้ทำลายเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นับแสนล้านลูก


ทั้งนี้ เมื่อซีเอ็มอีเคลื่อนตัวพุ่งเข้ามาปะทะกับชั้น “แมกนีโทสเฟียร์” ซึ่งเป็นชั้นสนามแม่เหล็กโลก จะส่งผลให้เส้นแรงแม่เหล็กของโลกเกิดการยุบตัวลง และอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พายุแม่เหล็กโลก” ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ระบบส่งกำลังไฟฟ้าผ่านสายไฟฟ้าบนพื้นโลกอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และอาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่หลายส่วนของโลก นอกจากนั้น พลังงานจากซีเอ็มอี ยังสามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนดาวเทียม หรือยานสำรวจอวกาศต่างๆ ได้เช่นเดียวกับระบบนำทาง “จีพีเอส”



 : ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/01/3.html#ixzz2J3vC9YOC