Translate

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

อีกาแห่งป้อมปราสาทลอนดอน

กาเรเวน(Raven)

                กาเป็นสัตว์ที่ฉลาด สีขนมันดำราวกับรัตติกาลบวกกับแววตาแวววาวดูลึกลับและเจ้าเล่ห์ บางคนเชื่อว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของยมทูต มันเป็นสัญลักษณ์ของความตาย มันมีอำนาจชั่วร้ายแฝงกาย ยิ่งเป็นกาเรเวน(Raven) ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
                เรื่องราวคำสาปของอีกานั้นมีเรื่องเล่าอยู่เกือบทั่วโลก ในกรณีใหญ่และโด่งดังที่สุดคงจะไม่เกินไปกว่าราชวงศ์แฮปสเบิร์กส์ของออสเตรียที่รับเคราะห์กรรมเพราะกามาแล้ว
               
                มันเริ่มต้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11 ในตอนนั้นเคานต์แห่งอัลเตนเบิร์ก(Count v on Altenbourg)หรือชื่อจริงว่ากอนทราน-เลอ-ริซี่(Gontran-le-Riche) ปกครองดินแดนเล็กๆ ใกล้กับบริเวณแม่น้ำอาร์กับแม่น้ำไรน์บรรจบกัน วันหนึ่งเขาออกไปล่าสัตว์ในป่า แต่ตัวเองกลับถูกฝูงนกแร้งไล่ล่าจนได้รับอันตรายจนเกือบถึงชีวิต หากแต่มีฝูงนกกาเรเวนมาขัดขวางเอาไว้เขาจึงได้รอด ท่านเคานต์เป็นหนี้บุญคุณของกา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาได้เลี้ยงดูและปกป้องกา และได้สร้างหอคอนสังเกตการณ์ขึ้นบนเนินสูงที่ยื่นออกไปริมแม่น้ำ ตั้งชื่อว่า ฮาบิชต์สเบิร์ก(Habichtsburg) แปลว่าปราสาทนกแร้ง และชื่อนี้ได้กลายเป็นชื่อราชวงศ์ที่ท่านเคานต์สถาปราขึ้น คือราชวงศ์แฮปสเบิร์ก
                ในตอนแรกๆ สมาชิกราชวงศ์นี้ดูจะมีเป็นมิตรกับกาดี ปล่อยให้กาเรเวนสร้างรังทุกหนทุกแห่ง แต่ร้อยปีหลังจากนั้นที่กอนทรานสิ้นลม มิตรภาพราชวงศ์กับกาเรเวนก็มีอันสิ้นสุดลงตามไปด้วย อาร์คแอ็บบอต แวร์เนอร์ และรัดบอต อนุชาเป็นผู้ทะเยอทะยานได้เสริมสร้างหอคอนให้กลายเป็นปราสาทใหญ่มีเชิงเทินหอรบเพียบพร้อมเรียงรายไปตามเนินเขา และตั้งชื่อใหม่ว่า ชลอสส์ แฮปสเบิร์ก(Schloss Hapsburg) ส่วนพวกกาถูกขับไล่ไสส่ง ไม่ได้รับการเลี้ยงดูอีกต่อไป เมื่อการู้สึกว่าพวกตนถูกละเมิดข้อตกลงจึงเริ่มหันมาทำร้ายผู้ที่อยู่ปราสาท และพวกแฮปสเบิร์กก็ตอบโต้ด้วยการเข่นฆ่ากาบ้าง จนกาเป็นฝ่ายแพ้ ชนิดที่เรียกว่าสองศตวรรษต่อมาไม่ปรากฏกาเรเวนเหลืออยู่ที่ชลอสส์ แฮปสเบิร์กอีกเลย เพราะพวกเขาฆ่าพวกมันจนหมดสิ้น
                
               แม้พวกแฮปสเบิร์กจะฆ่ากาหมดแล้วก็ตาม แต่มันตายแค่ตัว ส่วนวิญญาณนั้นไม่ได้ตายตาม ว่ากันว่าวิญญาณของกายังคงสิงอยู่ที่ปราสาทชลอสส์ แฮปสเบิร์กแห่งนั้น และทุกครั้งที่ออสเตเลียเข้าสงครามอีกาจะปรากฏตัวแทบทุกครั้งและนั้นหมายความว่าฝ่ายออสเจเลยต้องประสบความพ่ายแพ้
                นอกจากกาแล้วยังมีสุภาพสตรีในชุดขาว ที่ไม่มีใครทราบว่าเป็นใครมาจากไหน แต่เมื่อนางปรากฏกายจะเกิดเหตุร้ายกับราชวงศ์ เหมือนเธอมาเตือนให้รู้ตัวล่วงหน้า ให้ทราบว่าไม่มีทางหนีซะตากรรมของตนได้
                
                คำสาปเริ่มต้นเมื่อปี 1854 ตอนนั้นจักรวรรดิออสเตเลียอันเก่าแก่ใกล้จะจุดจบ วันหนึ่งรถม้าและกองทหารเกียรติยศได้เดินทางไปตามถนนจากเมืองมิวนิคมุ่งไปยังเมืองอัชเชิล บนรถม้านั้นมีสุภาพสตรีสามนาง หนึ่งในจำนวนนั้นมี อาร์ชดัชเชล ลูโดวิกา(Archduchess Ludovica) พระชนิษฐาของกศัตริย์ลุดวิกแห่งบาวาเรีย กับพระธาอีกสององค์ องค์โตคือ เจ้าหญิงเฮลีน(Helene)ผู้ซึ่งกำลังเดินทางจะไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ แห่งออสเตรีย ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ พระธิดาองค์รองคือ เจ้าหญิงเอลิซเบธ หรือซีซี่ อาร์ชดัชเชสได้ที่ทราบว่ากาได้ไปปรากฏตัวที่ป้อมออลมุตซ์ พระนางก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่ปรากฏตัวที่อัชเชิล
                เจ้าหญิงเฮลีนมิได้ทรงปรารถนาจะเป็นจักรพรรดินีแห่งออสเตรีย ดังนั้นพระองค์จึงตรัสพ้อพระมารดาตลอดทาง แต่พระนางลูโดวิกาก็มิได้สนพระทัยว่าพรธธิดาจะปรารถนาหรือไม่ ตราบใดที่ทำตามที่พระนางบอกเป็นใช้ได้ ความจริงเรื่องอภิเษกสมรสครั้งนี้พระนางลูโดวิกามิได้เป็นคนต้นคิด หากเป็นพระประสงค์ของอาร์ชดัชเชสโซเฟีย สมเด็กป้าของฟรานซ์ โจเซฟ ที่จะดึงแคว้นบาวาเรียเข้ามาช่วยพยุงฐานะของออสเตรีย เพราะใครๆ ก็รู้ว่าในตอนนั้น จักรรดิออสโตร-ฮังการีกำลังแย่ สงครามนโปเลียนที่ผ่านมาทำเอาออสเตรียแทบล้มละลาย
                ตรงกันข้ามกับเฮลีนที่กำลังโศกเศร้า ซีซี่ร่าเริงสนุกสนาน ทำให้พระนางลูโดวิกาต้องมองด้วยความสงสัยแล้วพอถึงอัชเชิลความคลางแคลงของพระนางก็กลายเป็นจริง ในเมื่อจักรพรรดิหนุ่มทรงเลือกซีซี่เป็นคู่อภิเษก ซึ่งเรื่องนี้สร้างความโกรธกริ้วให้กับอาร์ชดัชเชสโซเฟียเป็นอย่างมาก แต่พระนางก็มิอาจทำอะไรได้ งานอภิเษกมีขึ้นที่โบสถ์เซ็นต์ออกัสตินในกรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1854
                และบัดนี้ซีซีได้กลายเป็นจักรพรรดินีเอลิซเบธแห่งออสเตเรีย จักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในขณะนั้นไปแล้ว แต่อาร์ชดัชเชสโซเฟียก็จ้องทำลายชีวิตสมรสของจักรพรรดินีลงให้จงได้ พอซีซี่ประสูติพระโอรส พระนางโซเฟียก็แยกพระโอรสออกมาจากซีซี่ โดยอ้างว่าเพื่อจะเลี้ยงดูให้เหมาะสม พระนางจัดหาสาวชาววังที่สวยๆ มาคอยอยู่งานอภิบาลเด็กโดยหวังใช้สาวๆ เหล่านั้นดึงความสนพระทัยจากจักรพรรดิหนุ่มให้มาเสียจากซีซี่ ซึ่งก็ได้ผล ในไม่ช้าซีซี่ต้องรู้สึกทนทุกข์ทรมานถูกโดดเดี่ยว เพื่อคนเดียวที่พระองค์มีคือพระสนองพระโอษฐ์ชื่อ มาร์เกริต คัน ไลฟ์-โอเวน
                ในตอนนั้นก็มีข่าวลื่อในหมู่ชาววังว่าทั้งกาและสตรีในชุดขาวได้ปรากฏตัวออกมาให้เห็น เพื่อหนีจากเรื่องซุบซิบและว้าเหว่ พระนางซีซี่ก็เลยหาเรื่องเสด็จประพาสประเทศต่างๆ ไปเรื่อยๆ มาร์เกริตเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะที่ประพาสแคว้นบริตตาเนีย องค์จักรพรรดินีถูกเรียกให้กลับกรุงเวียนนาด่วน ทิ้งมาณืเกริตให้อยู่บริตตาเนียต่อจนจบกำหนดการ
                บ่ายวันหนึ่งขณะที่มาร์เกริตกำลังขี่ม้าเล่นอยู่แถวแหลมกีเบอรอน เธอได้เหลือบเห็นสตรีในชุดขาวกำลังยืนเซไปมาอยู่บนเงื้อมผา เธอดึงม้าให้หยุดจนมันหงกหลัง พอเธอตั้งหลักได้อีกหน หันกลัยไปดูที่เดิมก็ไม่เห็นสตรีนั้นเสียแล้ว
                คืนนั้น เธอเข้านอนดึกกว่าปกติ เพราะงานเต้นรำคฤหาสน์ เธอนอนได้ไม่นานก็ต้องตื่นขึ้น แล้วก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ตอนแรกคิดว่าเป้นเสียงตีของนาฬิกา แต่แล้วเสียงฝีก้าวเดนอย่างเร็วๆ แสงจันทร์ที่สาดลอดหน้าต่างเข้ามาสว่างพอให้เธอมองเห็นร่างในชุดขาวเหมือนอย่างที่เธอเห็นเมื่อตอนบ่าย เพียงแต่ชัดกว่าสตรีนั้นชี้ให้ดูที่หน้าอก ซึ่งเธอมองเห็นโลหิตหลายหยดไหลออกมาจากบาดแผลรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ เธอนึกถึงจักรพรรดินีทันที
                มาร์เกริตรีบโทรเลขถึงจักรพรรดินีโดยด่วน และก็ได้รับโทรเลขตอบว่าพระนางสบายดี ระหว่างหลายปีมานี้พระนางก็ได้เห็นกาและสตรีในชุดขาวบ่อยๆ
                ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายต่อจักพรรดินี เหตุร้ายก็เกิดขึ้นกับเจ้าชายรูดอล์ฟมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย พระราชโอรส ในคืนวันที่ 30 มกราคม 1898 มงกุฏราชกุมารรูดอล์ฟ ได้เสด็จไปพบศาน์เตสมาเรีย เวตเซรา คนรักของพระองค์ที่ตำหนักล่าสัตว์ในป่าเมเยอลิ่ง ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าไม่มีโอกาสอภิเษกกัน เพราะฝ่ายหญิงแม้จะเคาน์เตสแต่ก็เป็นสามัญชน  ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าทางออกมีทางเดียวเท่านั้นคือ การฆ่าตัวตาย
                และไม่กี่ชั่วโมงต่อมานานาชาติก็ตกตะลึงเมื่อทราบข่าวว่าพระมกุฎราชกุมารรูดอลฟ์ ใช้พระแสงปืนยิงมาเรียและยิงพระองค์ตายตาม
                
                ถึงตอนนี้จักรพรรดินีเริ่มเสด็จประพาสถี่ขึ้น และสุภาพสตรีในชุดขาวก็ดูเหมือนจะปรากฏตัวถี่ขึ้นเช่นกัน ในคืนครบรอบ 40 ปีการอภิเษกสมรสของพระนางเมื่อปี 1989 ที่ปราสาทฮอฟเบิร์กที่อยู่ติดกับโบสถ์ที่เคยจัดพิธีอภิเษก ทหารยามผู้หนึ่งด้เห็นสตรีนางหนึ่งแต่งชุดขาวถือไฟสำหรับจุดเทียน เธอหันแบะเดินกลับไปทางเดินเข้าไปในห้องสวดมนต์ ทหารยามผู้นั้นตามเธอไปและบอกยามคนอื่นๆ ให้รู้ตัว พวกทหารยามช่วยกันค้นหาจนทั่วทั้งตึกแต่ก็ไม่มีวี่แววของสตรีผู้นั้น ในคืนเดียวกันก็มีผู้พบเห็นสตรีในชุดขาวที่ปราสาทเชินบรุนน์เช่นกัน เพียงแต่เป็นคนละเวลา
                และในเช้าวันศุกร์อีกห้าเดือนต่อมาขณะที่จักรพรรดินีนีเอลิซเบธประทับพักผ่อนพระอิริยาบถอยู่ที่เฉลียงโรงแรมแกรด์โฮเต็ล เมืองโซกซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระนางทอดพระเนตรลงไปแลเห็นสตรีแต่งขาวจ้องมองอย่างประสงค์ร้าย พระนางจึงร้องให้คนช่วย พวกเจ้าหน้าที่ช่วยกันค้นหาจนทั่วก็ไม่พบตัว ตกค่ำนั้นพระนางออกมาที่เฉลี่ยงก็เห็นสตรีคนเดิมอีกแต่คราวนี้มานั่งอยู่ใกล้ๆ พระนางตกพระทัยร้องให้คนช่วย และคราวนี้ก็เช่นกันไม่มีผู้ใดพบสตรีผู้นั้น
                วันที่ 9 กันยายน ซึ่งก็เพียงไม่กี่วัดถัดมา ตอนนั้นพระนางประทับชมทิวทัศน์อยู่ที่แตรีเตบนเทือกเขาแอลป์กับ มร.เบเกอร์ พนักงานถวายอักษรชาวอังกฤษซึ่งนำตะกร้าผลไม้มาถวาย แล้วขณะที่ มร.เบเกอร์กำลังอ่านคอร์ลีโอเน่ ซึ่งเป็นนวนิยายเกี่ยวกับพวกมาเฟียที่พยายามปลงพระชนม์พวกเจ้านายถวายอยู่นั้น พระนางก็ตัดผลท้อซีกหนึ่งให้ มร.เบเกอร์ แต่ยังมิทันได้ส่งก็เห็นนกกาเรเวนตัวใหญ่ถลาลงจากต้นสยมาบินวนรอบพระเศียร ปลายปีกของมันปัดท้อพลันหลุดจากพระหัตถ์ มร.เบเกอร์ตกใจมากเพราะเขารู้ว่าหมายถึงถึงอะไร
                บ่ายวันรุ่งขึ้น พระจักรพรรดินีเสด็จออกจากโฮเต็ลที่ประทับในกรุงเจนีวาเพื่อจะประทับเรือล่องขึ้นไปตามทะเลสาปเจนีวา มีเคานเตสส์สตาเรย์ นางสนองพระโอษฐ์โดยเสด็จไปด้วย พอไปถึงท่าเรือก็ได้ยินเสียงระฆังเรือเคานเตสส์จึงรีบขึ้นหน้าไปก่อนหมายจะไปบอกพวกเจ้าหน้าที่มิให้ยกสะพานออก ทิ้งจักรพรรดินีไว้ลำพัง ทันใดนั้นก็มีชายผู้หนึ่งวิ่งตรงเข้าไปใช้เหล็กหมาดเย็บรองเท้าแทงเข้าที่พระอุระ และหนีไป  ก่อนที่ใครๆ จะรู้ตัวแต่ก็ถูกจับได้ภายหลัง จึงรู้ว่าเป็นชาวอิตาเลียนชื่อลุยจี ลุกเกนี เป็นพวกอนาธิปไตย ส่วนองค์จักรพรรดินีมีผู้ช่วยประคองไว้มิให้ล้ม ตอนแรกคิดว่าพระองค์แค่ถูกล้วงกระเป๋าเท่านั้น พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินต่อ ลงไปประทับเรือไม่นานก็ทรงเป็นลมแน่นิ่งหมดสติ และเมื่อเรือแล่นกลับเข้าฝั่งก็พบว่าพระองค์ถูกแทงทั้งๆ ที่ไม่มีใครเข้าใกล้พระองค์ตอนอประทับบนเรือ หมอมิอาจช่วยอะไรได้ พระนางสิ้นพระชนม์ด้วยพระโลหิตตกใน(และจนกลายเป็นหนึ่งคดีห้องปิดตายที่ผมลงไปแล้ว)
                อ่านที่ http://writer.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=329
                เหล็กหมาดได้ทำให้เกิดบาดแผลรูปสามเหลี่ยมเล็กและมีโลหิตอูดออกมาเพียงเล็กน้อย ตรงกับที่มาร์เกริต คัน ไลฟ์-โอเวน เห็นที่บริตตานีเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด
                
               กากับซะตากรรมของราชวงศ์แฮมสเบิร์กไม่จบเพียงแค่นี้ เมื่อตอนเจ้าชายแม็กซิเลียน(Emperador Maximiliano I) พระอนุชาของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ และชาล็อตต์ พระมเหสี เดินทางออกจากยุโรปเพื่อไปปกครองเม็กซิโกนั้น ก็ได้มีกาเรเวนตัวหนึ่งบินลงมาเกาะบนหลังตู้เบกี้รถไฟที่เจ้าหญิงชาล็อตประทับ ต่อมาไม่นานแม็กซิมิเลียมก็ถูกฝ่ายปฏิวัติจับสำเร็จโทษ ส่วนพระนางชาล็อตต์ก็เสียพระจริต
                แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ร้ายแรงเท่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปนี้
                ไฟล์:Franzferdinand sophie sarajevo.jpg
                ฟรานซ์ เฟอร์ดินานFranz Ferdinand Karl Ludwig Joseph von Habsburg-Lothringen) พระนัดดาจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ทรงรักอยู่กับเคานเตสส์โซฟี โชแตก (
                แล้ววันหนึ่งในเดือนมิถุนายน 1914 ขณะที่เจ้าหญิงโซฟีประทับรถพระที่นั่งไปตามถนนในกรุงเวียนนาโดยมีฝูงชนออดูกันตลอดสองข้างทางนั้น พระองค์ก็ได้เห็นฝูงกาบินวนอยู่เหนือท้องฟ้า เจ้าหญิงรู้ว่านี้คือลางไม่ดีเลยยกเลิกหมายกำหนดการทั้งหมด รีบเสด็จไปเมืองโกโนปิชต์ในแคว้นโบฮีเมียโดยด่วน พอถึงก็ตรงไปพบพระสวามีที่กำลังประชุมอยู่กับพวกนายทหาร เจ้าหญิงทรงขอร้องให้พระสวามียกเลิกการเสด็จเยือนเมืองซาราเยโวเสีย
                แต่อาร์ชดยุคเฟอร์ดินานมิอาจทำได้ เพราะบอสเนียกำลังก่อกบฏ พระองค์จำเป็นต้องไปปรากฏตัวพระองค์เพื่อปลุกใจฝ่ายที่สนับสนุนนออสเตรียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป อีกทั้งพระองค์ก็ไม่เชื่อเรื่องกา
               
                เมื่อขอร้องไม่สำเร็จ เจ้าหญิงเลยตามเสด็จไปด้วย แล้วในขณะที่ทั้งสองพระองค์ประทับรถที่นั่งสีแดงเปิดประทุนไปตามถนนในเมืองซาราเยโวนั่นเอง ก็มีพวกปฏิวัติโยนระเบิดเข้าใส่ แต่ทั้งสองพระองค์มิได้รับอันตราย แม้จะตกพระทัยอยู่บ้าง แต่ก็ทรงให้ไปต่อ และเมื่อรถขับเข้าถนนรูดอร์ฟ ทั้งสองก็ถูกนักศึกษาหนุ่มหัวอนาธิปไตยชื่อ เกบริล ปรินซิป ใช้ปืนยิง ทั้งสองสิ้นพระชนม์ทั้งคู่
                เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในเวลาต่อมา ที่เป็นเหตุทำให้คนต้องล้มตายหลายล้านคน และทำให้จักรวรรดิราชวงศ์แฮปสเบิร์กต้องพบจุดจบ ความแค้นของอีกาได้ชำระสำเร็จลุล่วงแล้ว
                
                คำสาปอีกาที่โด่งดังอีกเรื่องคืออีกาที่หอคอยลอนดอน (Tower of London) ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูกใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่งอังกฤษ!
                เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร  ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะคะ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็นเรื่องจริงจังอย่างเคร่งครัด เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลาถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน

จากต่วยตูน 
http://www.youtube.com/watch?v=0a0mT1udjZU
   

ป่าฆ่าตัวตาย

ป่าฆ่าตัวตาย (Aokigahara)

                ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดของโลก แต่กระนั้นประเทศนี้ก็มีสถิตอีกอย่างที่ไม่ค่อยดีเหมือนกัน คือเป็นประเทศที่มีสถิตฆ่าตัวตายมาก คือจากสถิต ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตัวเลขคนฆ่าตัวตายอยู่ที่ 2,645 คน เพิ่มจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วที่มียอดคนฆ่าตัวตาย 2,305 คน หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 15
                ทำไมคนญี่ปุ่นถึงได้กล้าฆ่าตัวตายได้แบบนี้ ก็อันเนื่องมาจากสังคมญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากลัทธิบูชิโด (วิถีแห่งนักรบ) ซึ่งเชื่อ ว่า คนเราบริสุทธิ์จากความผิดได้ด้วยการฆ่าตัวตาย เช่น ฮาราคีรี ฯลฯ เมื่อฆ่าตัวตายแล้ว... ไม่ว่าความผิดอะไรก็จะได้รับการให้อภัยจากสังคม
                ส่วนสาเหตุที่คนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายในยุคปัจจุบันก็มีหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่นโดนรังแก, อับอาย, พ่อแม่ไม่ใส่ใจ, หรือแม้กระทั้งโดนจับได้เพราะทุจริต และบุคคลที่ฆ่าตัวก็มีหลายช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ ผู้หญิง และตำแหน่งสูงหรือต่ำ ไปจนถึงอดีต ส.ส.
                ในปี2007 คนสูงอายุญี่ปุ่น (อายุมากกว่า 60 ปี) ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 9% ซึ่งกลายเป็นว่าสถิตคนที่ฆ่าตัวตายของญี่ปุ่นคือ “ผู้สูงอายุ” โดยคิดได้เป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุที่คนสูงอายุฆ่าตัวตายมากขึ้นเป็นผลจากปัญหาเรื่องการเงิน โดยเฉพาะเงินบำนาญ หรือเงินออมที่ไม่พอใช้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เงินออมที่มีอยู่เดิมไม่พอใช้
                นอกจากนี้ยังมีสถิตที่น่าสนใจของการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นอีกหลายอย่าง เช่นผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงเกือบสองเท่า, ผู้สูงอายุในโตเกียวที่อาศัยอยู่ตามลำพังมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำกว่าผู้ที่อาศัยอยู่กับบุตรหลาน, กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป สตรีจะฆ่าตัวตายถึงร้อยละ 70,ประเทศฮังการีเพียงประเทศเดียวที่สตรีสูงอายุ 65 ปีและ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประเทศญี่ปุ่น คือ 56 ต่อ 39 ต่อประชากรแสนคน
                และอีกข้อมูลที่น่าสนใจคือสถานที่ชาวญี่ปุ่นนิยมไปฆ่าตัวตายที่สุด.......คือป่าอาโคคิกาฮาระ
                
                ป่าอาโคคิกาฮาระ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าจูไคซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกขานว่า “ป่าฆ่าตัวตาย”สถานที่แห่ง อยู่บริเวณตีนภูเขาไฟฟูจิ บริเวณทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ มีพื้นที่ประมาณ 3000 เอเคอร์  ซึ่งเป็นจุดชมความงามของภูเขาฟูจิ เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ลาวาได้สร้างลักษณะภูมิประเทศแปลกประหลาด มีถ้ำเล็กๆ หลายถ้ำ รวมทั้งแร่ธาตุจากภูเขาไฟทำให้ก่อกำเนิดพันธุ์พืชจนทึบไม่สามารถเข้าไปในส่วนลึกได้
                แน่นอนภูเขาไฟฟูจิถือว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ภูเขาที่แต่หิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ที่สวยงามจนองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
                แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยเช่นกัน โดยสถิตพบว่าสถานที่แห่งนี้มีคนมาฆ่าตัวตายเป็นอันดับ 2 ของโลก!!(อันดับหนึ่งคือสะพานโกลเด้นเกต(Golden Gate)
                ในสมัยก่อนนอกจากจะเป็นสถานที่ฆ่าตัวตายแล้ว ป่าอาโคคิกาฮาระยังเป็นสถานที่ซึ่งครอบครัวญี่ปุ่นที่มีฐานะการเงินฝืดเคียงไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้จะนำเด็กและคนแก่ หรือคนในครอบครัวมาปล่อยทิ้งในป่านี้เพื่อให้อดอาหารตาย
                บุคคลที่ตายในป่าแห่งนี้ก็มีหลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นชินจู(การฆ่าตัวตายของคู่รัก),โอยาโกะ(การฆ่าตัวตายหมู่ในครอบครัว),โอบาสึเตะ(การฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุ)
                
                 จากข้อมูลสถิตพบว่า ในปี 1950 พบศพผู้เสียชีวิตในป่าแห่งนี้มากกว่า 500 คน เฉลี่ยแล้วมีผู้คิดสั้นในป่าแห่งนี้ราวปีละ 30 ราย ซึ่งในปี 2002ถือว่ามากที่สุดเกือบ 80 ราย จนกระทั้งเจ้าหน้าที่ต้องติดป้ายประกาศห้ามฆ่าตัวตาย และต้องมีส่งเจ้าหน้าที่หรือคณะค้นหาศพตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
                ป่าอาโคคิกาฮาระ มีชื่ออีกเรียกหนึ่งว่า “ทะเลป่า” The Sea of Trees เนื่องจากมีความเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีวิญญาณต้นไม้ หรือโคดามะ อยู่ ซึ่งวิญญาณของต้นไม้จะดูดเอาพลังงานชีวิตจากผู้เสียชีวิตกลับคืนเป็นพลังแห่งป่า เพื่อต้านภัยธรรมชาติและต้านภัยของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ผู้ฆ่าตัวตายเชื่อว่าถ้าได้ตายในป่านี้จะทำประโยชน์ต่อป่าแห่งนี้ได้ ดีกว่าเอาฆ่าตัวตายแล้วไม่ได้อะไร
                มีตัวอย่างของคนฆ่าตัวตายคนหนึ่ง เป็นชายวัย 46 ปีที่ถูกปลดออกจากโรงงานเหล็กแห่งหนึ่งกลายเป็นคนล่าสุดที่หวังจะปลิดชีพตัวเองในป่านี้ โดยซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวมุ่งหน้าไปยังป่า ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ก่อนจะลงมือเชือดข้อมือตัวเอง แต่แผลไม่ลึกพอที่จะทำให้สิ้นใจ ทำให้ชายผู้นี้ต้องทรมานอยู่ในป่าลึกหลายวันในสภาพร่างกายขาดน้ำ อาหาร และเนื้อเยื่อถูกทำลายจากสภาพอากาศเย็นจัด ก่อนจะมีผู้มาพบเข้า และช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ด้วยสภาพอากาศเย็นจัดทำให้ชายผู้นี้อาจเสียนิ้วเท้าขวาไปเพราะเนื้อเยื่อตาย
                ชายผู้นี้เผยว่าหลังจากที่ถูกปลดออกจากงานก็คิดว่าอนาคตที่เหลือนั้นมืดมน เนื่องจากขาดเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต และตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วม รวมถึงไร้ที่อยู่เพราะต้องออกจากที่พักที่บริษัทจัดไว้ให้ด้วย
                นอกจากนี้ ก็ยังมีอิทธิพลจากนิยายเรื่อง “คุโรอิ จูไค(Kuroi Jukai)” รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง “คิโนะอุมิ” ที่นำเสนอเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งได้ฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้ ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยมใช้เป็นสถานที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นอีก
                ปัจจุบันแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว กีฬากลางแจ้ง ท่องป่า ตั้งแคมป์ แต่จากการที่คนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวป่าแห่งนั้นก็พูดออกมาว่ามีบรรยากาศชวนหดหู่ มีป้ายเขียนข้อความเพื่อเตือนสติอย่างน่าหดหู่ ที่แห่งนี้ไม่มีอะไรดีเลย แถมยังรู้สึกแปลกๆว่าถูกจ้องจากทุกที่ บางคนถึงกับบอกว่าเป็นที่ที่ทุกอย่าง ugly ทั้งที่อยู่ใกล้ธรรมชาติที่สวยงามอย่างภูเขาไฟฟูจิแท้ๆเป็นที่ปวดหัวกับผู้ส่งเสริมการท่องเที่ยวละแวกนั้นอีก พนักงานลูกจ้างแถวนั้นก็เล่าว่าสามารถมองดูแล้วบอกได้เลยว่าใครที่มาพำนักพักผ่อนชั่วคราว ส่วนใครจะมาพักผ่อนไปตลอดกาลไตร่ตรองดูใหม่อีกครั้ง ชีวิตของท่านเป็นสิ่งมีค่าที่พ่อแม่ให้มา อย่าเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว โปรดปรึกษากับคนอื่นก่อน"
                
                สุดท้ายก็คำพูดของรัฐมนตรีโคบายาชิที่กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ครับ
                "We've got everything here that points to us being a death spot. Perhaps we should just promote ourselves as 'Suicide City' and encourage people to come here,"
                “ไหนๆ คนอื่นก็รู้กันทั่วแล้วว่านี้เป็นที่นิยมฆ่าตัวตาย เรามาโปรโฆตดีไหมให้คนมาท่องเที่ยวเยอะๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองซะเลย”

(เนื้อหาบางส่วนจาก ตำนานอาถรรพ์สยองผีญี่ปุ่น ของกฤษฏา กฤษณะเศรณี)

เพรชโฮป เพรชต้องคำสาป

                เพชร นอกจากจะสวยงาม เป็นสิ่งล้ำค่าหายากแล้ว ยังผูกพันธ์อยู่กับความเชื่อมากมาย เพชร "โฮป" เพชรสีน้ำเงินเข้มเม็ดนี้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ได้รับการกล่าวขานมาเนิ่นนาน ไม่ใช้ความสวยงามของมัน แต่เป็นเรื่องคำสาปของมันมากกว่าที่ใครก็ตามที่ครอบครองมันล้วนประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นาๆ จนบางคนก็ตายก็มี แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้แสดงความคิดเห็นคัดค้านว่าตำนานนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่เขียนเสริมแต่งเติมเสียมากกว่า
                เพชรโฮป หรือโฮปไดอามอนด์ (Hope Diamond) มีที่มา ต้นกำเนิด จากไหน ไม่มีใครทราบ แต่มัน ปรากฏตัวเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี1660 (บางเอกสารกล่าวว่าปี 1661) ว่ากันว่า เพชรโฮปมาจากดวงตาของเทวรูปในวัดริมแม่น้ำโคเลอรูน (Coleroon) ในอินเดีย ซึ่งถูกขุดพบในเหมืองคอลเลอร์ (Kollur mine) ในกอลคอนดา (แต่บางตำราก็อ้างว่าเพชรถูกขโมยมาจากพระเนตร(บางที่ก็ว่าจากพระนลาฏ) ของเทวรูปนางสีดาซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุที่ชาวอินเดียเคารพนับถืออย่างสูงแปลงลงมาจุติ ทำให้เทพเจ้าไม่พอพระทัยและสาปแช่งมนุษย์ผู้ใดก็ตามที่บังอาจครอบครองสมบัติชิ้นนี้ต้องโชคร้าย แต่กระนั้นก็มีคนค้านเหมือนกันโดยเขาค้านว่ารูปร่างของเพชรดิบสีน้ำเงินนั้นไม่เหมาะที่จะเป็นอัญมณีประดับที่พระเนตร(หรือพระนลาฏ) ของเทวรูปเลย)
                แม้ที่มาจะลึกลับแต่เพชรโฮปก็เป็นเพชรที่หายากและมีสีน้ำเงินเหมือนสีไพลินเข้ม
                
                เป็นที่รู้จักกันว่าคนแรกที่ได้ครอบครองคือนักค้าเพชรพลอยผู้ช่ำชองการเดินทางชาวฝรั่งเศสสมัยกลางคริสตศตวรรษที่ 17 ชื่อชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย(Jean-Baptist Tavernier) ใน ค.ศ. 1668 ระหว่างการเดินทางมายังประเทศอินเดีย ตาแวร์นิเยร์ค้นพบหินที่มีค่าที่มองดูภายนอกเหมือนแซฟไฟร์เม็ดใหญ่แต่ที่จริงแล้วคือเพชรดิบสีน้ำเงินขนาด 112 3/16 กะรัต ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดในโลกในบรรดาเพชรสีน้ำเงินในอดีตที่เคยพบมา เขาซื้อเพชรนี้มาและลักลอบนำเข้าไปยังกรุงปารีส และมาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการอ้างคำสาปของเพชรโฮปแล้วโดยบอกว่าหลังจากตาแวร์นีเยครอบครัวเพชรนี้ เขาก็ป่วยตายหรือไม่ก็ถูกหมาป่ากินลึกลับที่รัสเซียแต่ในความจริงเขามีชีวิตอยู่ตามปกติจนเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 84 ปี
                เอาเถอะเรื่องของตาแวร์นีเยจะเป็นยังไงก็ตาม แต่ก่อนที่เขาจะตายนั้นได้ขายเพชรเม็ดใหญ่นี้ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บองยปี 1668 ด้วยราคา 3,000,000 ซึ่งหลังจากที่ซื้อเพชรนี้มาแล้วกษัตริย์ผู้เรืองโรจน์แห่งฝรั่งเศสก็ได้มีรับสั่งให้เจียระไนเพชรใหม่อีกครั้ง เนื่องจากการเจียระไนครั้งแรก ช่างฝีมือเน้นเรื่องขนาดมากกว่าความงามของน้ำเพชร ครั้งนี้พระองค์ทรงให้ตัดแบ่งเพชรออกเป็น ส่วน ชิ้นแรกนั้นหายสาปสูญไป ส่วนอีกสองชิ้น ชิ้นหนึ่งได้รับการเจียระไนเป็นรูปหัวใจขนาด 67 1/8 กะรัต(บางที่บอก  67.5 กะรัต) โดยนายเปเตออง (Petean) และใช้เป็นเพชรประดับประจำราชวงศ์ฝรั่งเศสมาอีกนับทศวรรษในชื่อ "เพชรมงกุฏสีน้ำเงิน" (Blue diamond of the crown) พื่อใช้ติดกับเสื้อคลุมในงานพิธี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชทานนามใหม่ให้กับเพชรว่า French Blue "สีน้ำเงินแห่งฝรั่งเศส" (French Blue) ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเพชรโฮป ส่วนเพชรชิ้นสุดท้ายไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่เชื่อว่าคือเพชรที่เรียกว่า "บรันสวิก บลู ซึ่งในตำนานกล่าวว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีโอกาสใส่เพชรนี้เพียงครั้งเดียวก่อนจะป่วยตายด้วยโรคระบาด และคนรักของพระองค์ที่ได้รับเพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญก็ถูกขับออกจากราชสำนักในภายหลังเนื่องจากวางแผนจะวางยาพิษราชินี
                
                เวลาผ่านไป ความโชคร้ายก็เริ่มคืบคลานเข้าครอบงำสมาชิกราชวงศ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพชรทีละน้อย เสนาบดีคลัง นิโคลัส ฟูเก ที่เคยหยิบยืมเพชรไปใส่ ในที่สุดก็ต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งยังต้องโทษติดคุก แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น คือชะตากรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อังตัวเนตต์ที่ได้รับสืบทอดเพชรแห่งหายนะ ทั้งสองพระองค์ถูกตัดพระเศียรด้วยกิโยตินอย่างน่าสยดสยอง ดังที่จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์การปฏิวัติอันนองเลือดของฝรั่งเศสในปีคริสตศักราช1789(ในตำนานมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงซึ่งเคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารีอังตัวเน็ตมาใส่บ่อยๆก็ถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณ)
                 และเพชรฝรั่งเศสสีน้ำเงินนี้ ได้หายสาปสูญไปในเหตุการณ์วุ่นวายในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 หลังจากการปล้นเพชรครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คลังเก็บสมบัติแห่งชาติ (The National Garde Meuble) ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยมีกลุ่มหัวขโมยบุกเข้าปล้นเพชรจากราชวังที่ปิดตายอยู่ :7j’ในระหว่างนี้เพชรถูกตัดให้เล็กลงอีกเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยที่มาจนเหลือขนาด 44.50 กะรัต
                ใน ค.ศ. 1812 (บางทีบอก 1813) เพชรโฮปปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยจากบันทึกความทรงจำของจอห์น ฟรานซิลลอน (john Francillon) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอนเขียนไว้ว่า ค.ศ. 1830 ณ กรุง ลอนดอน นายหน้าค้าเพชรนาม ดาเนียล เอเลียสัน (Daniel Eliason) ได้เพชรสีน้ำเงินเม็ดหนึ่งขนาด 44 กะรัตมาไว้ในครอบครอง ถึงแม้รูปร่างลักษณะจะไม่เหมือนเดิม คือมันถูกเจียระไนใหม่เป็นรูปหมอน แต่ด้วยความงามที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นเชื่อกันว่า มันก็คือเพชรน้ำเงินแห่งฝรั่งเศสที่ถูกเปลี่ยนรูปร่างไปเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายข้ามชาติอย่างลับๆ กล่าวกันว่าผู้ที่ทำการเจียระไนคือ วิลเฮล์ม ฟาลส์ (Wilhlem Fals)นักเจียระไนชาวฮอลแลนด์ก็มีจุดจบอย่างน่าเศร้า ถูกบุตรชายของตนเองขโมยเพชรล้ำค่าไปจนตรอมใจตาย ในขณะที่บุตรคนนั้นในภายหลังก็เกิดคลุ้มคลั่งจนฆ่าตัวตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
                หลังจากซื้อเพชรมาไว้ในครอบครอง ในเวลาต่อมา เอเรียสันสันก็ตกม้าตายไปอีกราย
                
                มีหลักฐานจากบางแหล่งว่าพระเจ้าจอร์จที่ แห่งราชวงศ์อังกฤษก็เป็นพระองค์หนึ่งที่เคยได้ครอบครองเพชรอาถรรพ์ และทางราชวงศ์ต้องขายมันไปเมื่อสิ้นพระชนม์เพื่อจ่ายหนี้ที่มีอยู่มหาศาล จากนั้นเพชรก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนในปีคริสตศักราช 1939เพชรก็ถูกขายให้แก่เฮนรี ทอมัส โฮป (Henty Thomus Hope) นักการธนาคารชาวอังกฤษ ดังนั้นเพชรสีน้ำเงินจึงได้ชื่อใหม่ตามชื่อของเขาคือ เพชร "โฮป" โฮป เพชรถูกทำเป็นเข็มกลัด และตกทอดผ่านลูกหลานตระกูลโฮปไปอีกหลายรุ่น แต่คำสาปของเพชรก็ยังขลังเสมอตระกูลโฮปที่เคยร่ำรวย ต้องประสบมรสุมชีวิตและลงท้ายด้วยการล้มละลาย โดยบันทึกบอกว่าผุ้ที่ครอบครองเพชรตระกูลโฮปคือเฮนรี ฟิลิป โฮป นั้นไม่มีบุตร และเสียชีวิตลง เพชรโฮปได้ตกทอดเป็นมรดกไปถึงสมัยเหลนของเขาคือลอร์ด ฟรานซิส โฮป (Lord Francis Hope) ซึ่งเป็นนักพนันตัวยง เขาได้ผลาญเงินของตระกูลไปกับการพนัน จนในที่สุดก็ต้องขายเพชรเพื่อใช้หนี้และตระกูลโฮปต้องเผชิญกับความลำบากไปอีกหลายชั่วอายุคน(ตระกูลโฮปหลายคนเกี่ยวข้องกับเพชรเม็ดนี้และไม่ปรากฏว่ามีใครเคราะห์ร้ายแต่อย่างไร ยกเว้นกรณีของฟรานซีสเท่านั้น)
                ปี 1901 ฟรานซิสล้มละลาย จึงขายเพชรต่อให้กับพ่อค้าเพชรในลอนดอนชื่ออดอฟล์ เวล เป็นเงิน 29,000 ปอนด์ ซึ่งอดอฟล์ก็ขายต่อให้กับไซมอน แฟรงเกล พ่อค้าเพชรชาวอเมริกาอีกที(ในตำนานบอกว่าทันทีไซมอนขายเพชรได้เขาก็ยิงตัวตายในเวลาต่อมา)
                อีกครั้งที่เพชรโฮปได้เดินทางไปทั่ว ผ่านพระหัตถ์ของเจ้าชายคานิตอฟสกีแห่งรัสเซีย ซึ่งทรงได้มอบเพชรเป็นของกำนัลแก่นางละครที่โฟลีส์ แบแย (Folies Bergere) ซึ่งแต่มานางคนนั้นก็ถูกยิงระหว่างแสดงจนเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา ส่วนตัวเจ้าชายก็ถูกพวกกบฏแทงสิ้นพระชนม์ตามไปติดๆ
                ต่อมาเพชรก็ตกอยู่ในมือของชาวกรีกคนหนึ่งชื่อ ไซมอน มอนธะริเดส (Simon Montharides)ที่ซื้อเพชรโฮปเป็นเงิน 400,000 ดอลล่าร์ แต่เขาก็ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตทั้งครอบครัว
                ปีคริสศักราช 1908 สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ แห่งตุรกี (Abdul-Hamid II) ท่านได้ทรงมอบเพชรเม็ดนั้นให้แก่พระสนม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบ จนกระทั่งมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ขณะที่ความวุ่นวายกำลังเกิดขึ้นนั้นเอง พระสนมได้ถูกกระสุนปืนที่พลาดมา จนถึงแก่ความตาย ส่วนสุลต่านได้ถูกเนรเทศและขันทีผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเพชรเม็ดดังกล่าวก็ถูกจับแขวนคอ 
                จากนั้นเพชรก็ตกอยู่ในมือของฮาบิบ ชาวอียิปแต่เขาก็ครอบครองมันไม่นานในปี 1909   เขาเอาเพชรออกขายในงานประมูลเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ จากนั้นเขาก็เสียชีวิตจมน้ำตายทั้งครอบครัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือสำราญชนกันที่ ที่ช่องริโอ สิงคโปร์
                ค.ศ.1911 บริษัทคาร์เทียได้รับซื้อเพชรโฮปเม็ดนี้ไว้ แล้วนำไปขายต่อให้กับครอบครัวแมคลีน (McLean) 
               
                ผู้ครอบครองเพชรโฮปคนต่อมาคือ นางเอวาลีน วอลซ์ แมคลีน (Evalyn Walsh Mclean) ภรรยานายเอ็ดเวิร์ด แมคลีน (Edward Mclean)เจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ หลังจากซื้อเพชรมาได้ไม่นานนัก ในไม่ช้าคนใช้ คนก็เสียชีวิต ตามด้วยลูกชายวัย 10 ปีถูกรถชนเสียชีวิตหลังเหตุการณ์นี้ เอวาลินหย่าจากเอ็ดวาร์ด และต่อมาไม่นานนายเอ็ดเวิร์ดก็กลายเป็นคนวิกลจริตและจบชีวิตในปี ค.ศ.1947 ในโรงพยาบาลโรคประสาท เมื่ออายุได้ 61 ปี จากนั้นลูกสาวเพียงคนเดียวของเอวาลีนตายเนื่องจากทานยานอนหลับเกินขนาด เอวาลีนพยายามแก้เคล็ดด้วยการไปอธิษฐานในโบสถ์ แต่ก็ไม่เป็นผล
                จากนั้นเพชรก็ถูกส่งไปยังของหลานของนางเอวาลีนเป็นผู้สืบทอดกรรมสิทธิ์ของเพชรต่อ
                เมื่อเริ่องราวร้ายๆดูจะเกิดขึ้นติดต่อกันไม่หยุดหย่อน ในที่สุด ค.ศ.1949-1958 แฮรี่ วินสตัน(Harry Winston) ซึ่งเป็นพ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ค เจ้าของที่ซื้อเพชรโฮปคนสุดท้ายได้มอบให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน(Smithsonian Institute) ในกรุงวอชืงตัน ดีซี (มีการกล่าวว่าแฮรี่ส่งโฮปไดอามอนด์ให้กับพิพิทธพันธ์ด้วยการใส่ซองส่งไปทางพัสดุไปรษณีย์ธรรมดา โดยจ่ายค่าประกันเป็นเงินเพียง 160 ดอลล่าร์)ซึ่งดูเหมือนว่าคำสาปแช่งจะยุติอยู่เพียงแค่นั้น อย่างไรก็ตามในท่ามกลางจดหมายนับพันๆฉบับ ที่ส่งมาขอบคุณในการบริจาคของเขาครั้งนั้น มีอยู่ฉบับหนึ่งที่วิงวอนให้ แฮรี่ วินสตัน เอาเพชรเม็ดนั้นกลับคืนไปโดยกล่าว   ประเทศชาติกำลังจะแหลกไม่มีชิ้นดียู่แล้ว นับตั้งแต่วันที่เพชรเม็ดนี้มาถึงสถาบันสมิธโซเนียน
                ปัจจุบัน เพชรโฮป ได้กลายมาเป็นของโชว์ชิ้นเรียกแขกอยู่ที่ พิพิทธภัณท์สมิธโซเนียน ถ้าใครได้มีโอกาสไปวอชิงตัน ดีซี อย่าลืมไปแวะชมนะครับ


ตอนจบของโดราเอม่อนมีจริงหรือ



                โดราเอม่อนนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลในบ้านเราและทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่10 ปี โดราเอม่อนก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ก็ด้วยความที่โดราเอม่อนนั้นเป็นการ์ตูนที่ส่งเสริมจินตนาการในแง่ของวิทยาศาสตร์ หรือจะส่งเสริมในด้านของมิตรภาพ ระหว่างเพื่อนและครอบครัว ผ่านทางตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่มาจากศตวรรษที่22 นามโดราเอม่อน และผองเพื่อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ และโดราเอม่อนก็มีไอเท็มของวิเศษที่มาจากอนาคต ที่ทำให้พวกเรานั้นได้สนุกหรรษากัน แต่ส่วนหนึ่ง ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ถ้าไม่ได้เขา เราๆท่านๆคงไม่มีวันรู้จักกับโดราเอม่อนได้อย่างแน่นอน

                 หลังจาก ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539) ในขณะที่สื่ออย่างอินเตอร์เน็ตก็    ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกระแสอย่างหนึ่งของโดราเอม่อน นั่นก็คือ ตอนจบของโดราเอม่อน นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ แบบ และ ต่างก็อ้างว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง ทำเอาแฟนๆโดราเอม่อนทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรา นั้นต่างก็รู้สึกสับสนว่าตอนจบที่แท้จริงเป็นแบบไหนกันแน่ ถึงลูกศิษย์ของอ.ฟูจิโกะจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นหัวข้อที่กลุ่มสาวกคนรักโดราเอม่อนยังถกเถียงกันไม่รู้จักจบ จนอาจกลายเป็นมลภาวะทางสายตาของคนที่เข้าอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดบางแห่งเสียด้วย
                บางคนอาจสงสัยว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ น่าจะเรียกว่า เป็น เวอร์ชั่นมากกว่า เพราะมีทั้งจบแบบแฮปปี้ และจบแบบเศร้าหักมุมสุด ซึ่งผมจะขอเล่าคร่าวๆก็แล้วกัน อ่านแล้วก็ขอให้ใช้วิจารณญาณกันดีๆนะครับ

                ตอนจบแบบแรก แบบประทับใจ
               
                บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นทั่วไป

                โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นชั้น ไปที่ห้องของเขา
                โดเรมอนกำลังนอนอยู่ในห้อง ...ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุก ๆ วัน

                "เฮ้!! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน" โนบิตะชวน
                แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น
                โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า
                ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ

                2-3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อโนบิตะกลับถึงบ้าน
                เขาพบว่าโดเรมอนยังนอนอยู่นิ่งที่เดิม
                โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป
                "ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา "

                เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ
                โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน
                แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามแค่ไหน ก็ทำให้โดเรมอนตื่นขึ้นมาไม่ได้

                ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
                โดเรมอนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน..

                โนบิตะเริ่มร้องไห้
                แต่แม้จะร้องไห้หรือตะโกนเรียกอย่างไร..
                เจ้าหุ่นยนต์แมวตัวอ้วนก็ไม่เคลื่อนไหว

                แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!!
                เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะ.. ใช่แล้ว! ไทม์แมชชีนนั่นเอง
                โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีนไปในอนาคต ไปหา โดเรมี น้องสาวของโดเรมอน
                โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี และพาเธอกลับมากับเขากลับมาในปี 1998

                หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998
                โดเรมีก็เริ่มตรวจระบบต่างๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ
                หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า..
                "แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด"

                โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า
                "แบตเตอรี่หรือ?? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม
                งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา
                และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมทีสิ"

                แต่ ..โดเรมีส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า
                "โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ??"

                "อะ... อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง???"
                โดเรมีตอบว่า..
                "ก็ แบตเตอรี่หลักของ โดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว
                ซึ่งแต่เดิมโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู
                แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไปเมื่อหลายปีมาแล้ว
                ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง"

                "แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ" โนบิตะสงสัย
                "ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน
                ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ"

                "อะไรนะ?????? "
               
                "แล้วเธฮยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ"

                โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้....
                แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดร้อง และบอกโดเรมีจังว่า..
                "โดเรมี ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ"

                โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี
                เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต

                หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนไปนอนในตู้ของโดเรมอนตามเดิม

                วัน-เวลาผ่านไป...........
                ปี ค.ศ.2010 โนบิตะโตขึ้น
                ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป
                และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน
                เขาบอกชิซูกะและทุก ๆ คนว่า โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว
                และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป

                ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
                พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน...

                โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง
                และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน
                เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา
                เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย

                แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา
                ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย
                นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องของสามีเธอ

                และเมื่อชิซูกะเข้าไป เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก....
                เพราะสิ่งที่เธอเห็น- -เพื่อนเก่าของเธอ.. ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
                "โดเรมอน"

                โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ

                "ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ.."
                โนบิตะเปิดสวิตช์หลักของโดเรมอน
                โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว.....

                นั่นเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน... คือใคร"
                มีคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง....

                ที่โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท ก็เพื่อที่จะได้พบ ได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขาอีกครั้งหนึ่ง
               จนถึงขณะนี้.. โนบิตะก็กลายเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา
                เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และโปรแกรมทั้งหมดที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน

                โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบา ๆ ด้วยความยินดี....
                ขณะที่โดเรมอนลืมตาขึ้นมา... มองไปรอบ ๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
                "โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?"

                เมฆสีขาวบริสุทธิ์ยังคงลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าเหมือนดังวันก่อน
                วันเวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน....

                จบลงอย่างน่าเศร้าใจ

          
                วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคน
                ยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอก
                โนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึง
                เรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
                โดเรมอน เซวาสึ และโดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น
                โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล
ตลอดเวลาและเขาก็หลับไป
                ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะ
                ร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร..
                และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้น
                เป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคต
                มีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป......


                ...ตอนจบแบบที่ นี้...
                เขาว่ากันว่า "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" ได้ร่างไว้ก่อนที่จะจากไป แต่เพียงตอนจบที่ร่างเอาไว้ ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัดว่าจะจัดพิมพ์แต่อย่างใด

               ตกลง ตอนจบทั้งสองตอนเป็นของจริงหรือ
?
                
                นี่คือตอนจบทั้ง แบบที่ได้กล่าวมา แต่เมื่ออ่านซ้ำๆกันหลายรอบ ก็พบว่ามีจุดพิรุธอยู่พอสมควร และคาดว่าน่าจะเป็นแฟนๆการ์ตูนบางกลุ่มเป็นคนแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะ ตอนจบในแบบที่อ่านไปก็คล้ายๆกับว่า โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน ยังไงยังงั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว โดราเอม่อนนั้น เป็นหุ่นยนต์ที่เกิดมาจากโรงงานประกอบหุ่นยนต์ในศตวรรษที่22 ไม่ได้เกิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครได้อ่านโดราเอมอนตอนที่เกี่ยวกับโนบิตะในโลกอนาคต จะพบว่า โนบิตะกับชิซูกะแต่งงานกันจริงๆ แต่โนบิตะนั้นเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาเท่านั้นเอง และ โดราเอม่อนจะทำงานได้นั้น จะต้องกดสวิตช์ที่หาง ไม่ใช่เสียบปลั๊ก
                พูดถึงตอนจบแบบที่2แล้ว ก็ขอพูดถึงตอนจบแบบแรกที่เศร้าๆแบบหักมุมสุดๆหน่อย บอกตรงๆว่า ไม่เชื่อเป็นอันขาด เพราะ ผมเชื่อว่า อ.ฟูจิโกะ ผู้แต่ง เขาคงไม่ทำร้ายจิตใจคนอ่านถึงขนาดนั้น ถึงแม้ว่ามันเป็นตอนจบสไตล์ดราม่าที่อาจถูกใจสำหรับบางคน แต่มันเศร้าเกินธรรมชาติ เกินกว่าที่เด็กๆหรือผู้อ่านบางคนจะยอมรับได้
                ใครก็ตามที่ได้อ่านตอนจบทั้ง2แบบนั้นแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ซึ่งอ.ฟูจิโกะเป็นคนแต่งเองจริงๆ ซึ่งไม่ใช่2แบบข้างต้น โดยทีแรกอาจารย์ตั้งใจจะเขียนตอนนี้ให้เป็นตอนจบจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ชื่อว่า ลาก่อน โดราเอม่อน(หาอ่านได้ในเล่มที่ตอนสุดท้าย) แต่ก็มีกระแสจากคนอ่านให้อาจารย์กลับมาเขียนโดราเอม่อนต่อ และอาจารย์ก็ตอบรับกระแสจากแฟนๆ ด้วยการเขียนตอนที่ชื่อว่า น้ำยาโกหก ซึ่งเป็นตอนที่โดราเอม่อนกลับมาหาโนบิตะอีกครั้ง (ตอนแรกของเล่ม 7) และจากนั้นเป็นต้นมา โดราเอม่อนก็มีทีท่าจะเป็นการ์ตูนไม่มีวันจบอีกเรื่องหนึ่ง
                และมีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะเขียนตอนจบ2แบบที่ว่านั่นเลย จากหนังสือการ์ตูนอัตชีวประวัติของ ฟูจิโกะ ฟูจิโกะ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอาจารย์ ว่า เขาต้องการให้เด็กๆที่มีความสุขกับโดราเอม่อนนั้นมีความสุขให้เต็มที่ และ ฉากที่อาจารย์หมดสติขณะเขียนการ์ตูนอยู่ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติขณะกำลังร่างต้นฉบับอยู่นั้น เป็นโดราเอม่อนตอนพิเศษตะลุยเมืองตุ๊กตาไขลาน นั่นเอง

                 เกร็ดอีกอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งสุดท้ายที่อ.ฟูจิโกะทำก่อนที่จะเสียชีวิต ก็มีดังนี้
·       โดราเอม่อนที่เขียนเป็นตอนสุดท้าย ผู้มาจากดาวการาป้า(ตอนสุดท้ายของเล่ม 45)
·     คิดพล็อตเรื่องตอนสุดท้าย ตอน ผจญภัยเกาะมหาสมบัติ ซึ่งเป็นภาคหนังโรง เพราะมีแหล่งอ้างอิงหลายที่ที่ให้ Credit ว่าตอนนี้เป็นตอนที่ท่านวางโครงเรื่องไว้ก่อนที่อ.ฟูจิโกะจะเสียชีวิต
·     โดราเอม่อนตอนที่เขียนเป็น comic" เป็นตอนสุดท้าย "ผจญภัยสายกาแล็กซี่" เพราะเป็นเวลาพอดีกับที่อ.ฟูจิโกะเสียชีวิตและลายเส้นหลังจากเล่มนี้จะดูแปลกตาไปเลย
  
             จากเกร็ดดังกล่าว ก็เป็นการบ่งบอกว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะแต่งออกมาเลยแม้แต่น้อย และ อ.ฟูจิโกะก็ไม่คิดที่ จะให้โดราเอม่อนมีวันจบจริงๆ เพื่อให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขได้อย่างเต็มที่เลย

                ถ้ามันไม่ใช้ แล้วมันมาจากไหน
               

                ทั้งสองตอนนี้ ทราบที่มาแล้วครับ ว่ามันถูกแต่งขึ้นโดยเหล่าโอตากุผู้ชื่นชอบโดจินชิเป็นชีวิตจิตใจ โดยพวกเขาเหล่านี้ชอบโดราเอม่อนมากถึง จึงคิดวาดตอนจบโดราเอม่อนเป็นโดจินชินแล้วไปวางขายที่ย่านอากิฮาบาระ แหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน-เกมส์ ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น หรือไม่ก็งาน comiket จัดขึ้นที่โตเกียวอินเตอร์เนชันแนลเทรดเซนเตอร์ซึ่งมีฮอลล์ใหญ่ 6 ฮอลล์เนื้อที่กว่าแปดแสนตารางเมตร  ขายกันแต่"โดจินชิ" ล้วนๆ  ในช่วงเวลา 3 วันที่จัดงานมีกลุ่มการ์ตูนเข้าร่วมประมาณ 35,000 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์โดจินชิรวมกว่าแสนคนขายงานของตัวเองให้บรรดาแฟนๆที่มางานราว 420,000 คน ละพอดีโดราเอม่อนตอนจบเกิดมันดังเปรี้ยงขึ้นมา เพราะมันดันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนแจกฟรี จนเกิดข่าวลือ เสียงเล่าอ้างดังกล่าว จนต้องจัดพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกล้านกว่าเล่มเพื่อเพียงพอต่อความต้องการของผู้อ่าน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่การ์ตูนเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนไทยสักคนหนึ่ง หรือไม่ก็เปิดเน็ตแล้วแพร่หลายในเน็ตจนมาถึงไทยในที่สุด

             การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม ว่า GA-FAKE COTERIE โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน ครั้งที่ 68  ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548
                และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30ธันวาคม 2548
                ผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง