Translate

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

เพรชโฮป เพรชต้องคำสาป

                เพชร นอกจากจะสวยงาม เป็นสิ่งล้ำค่าหายากแล้ว ยังผูกพันธ์อยู่กับความเชื่อมากมาย เพชร "โฮป" เพชรสีน้ำเงินเข้มเม็ดนี้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ได้รับการกล่าวขานมาเนิ่นนาน ไม่ใช้ความสวยงามของมัน แต่เป็นเรื่องคำสาปของมันมากกว่าที่ใครก็ตามที่ครอบครองมันล้วนประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นาๆ จนบางคนก็ตายก็มี แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้แสดงความคิดเห็นคัดค้านว่าตำนานนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่เขียนเสริมแต่งเติมเสียมากกว่า
                เพชรโฮป หรือโฮปไดอามอนด์ (Hope Diamond) มีที่มา ต้นกำเนิด จากไหน ไม่มีใครทราบ แต่มัน ปรากฏตัวเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี1660 (บางเอกสารกล่าวว่าปี 1661) ว่ากันว่า เพชรโฮปมาจากดวงตาของเทวรูปในวัดริมแม่น้ำโคเลอรูน (Coleroon) ในอินเดีย ซึ่งถูกขุดพบในเหมืองคอลเลอร์ (Kollur mine) ในกอลคอนดา (แต่บางตำราก็อ้างว่าเพชรถูกขโมยมาจากพระเนตร(บางที่ก็ว่าจากพระนลาฏ) ของเทวรูปนางสีดาซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุที่ชาวอินเดียเคารพนับถืออย่างสูงแปลงลงมาจุติ ทำให้เทพเจ้าไม่พอพระทัยและสาปแช่งมนุษย์ผู้ใดก็ตามที่บังอาจครอบครองสมบัติชิ้นนี้ต้องโชคร้าย แต่กระนั้นก็มีคนค้านเหมือนกันโดยเขาค้านว่ารูปร่างของเพชรดิบสีน้ำเงินนั้นไม่เหมาะที่จะเป็นอัญมณีประดับที่พระเนตร(หรือพระนลาฏ) ของเทวรูปเลย)
                แม้ที่มาจะลึกลับแต่เพชรโฮปก็เป็นเพชรที่หายากและมีสีน้ำเงินเหมือนสีไพลินเข้ม
                
                เป็นที่รู้จักกันว่าคนแรกที่ได้ครอบครองคือนักค้าเพชรพลอยผู้ช่ำชองการเดินทางชาวฝรั่งเศสสมัยกลางคริสตศตวรรษที่ 17 ชื่อชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย(Jean-Baptist Tavernier) ใน ค.ศ. 1668 ระหว่างการเดินทางมายังประเทศอินเดีย ตาแวร์นิเยร์ค้นพบหินที่มีค่าที่มองดูภายนอกเหมือนแซฟไฟร์เม็ดใหญ่แต่ที่จริงแล้วคือเพชรดิบสีน้ำเงินขนาด 112 3/16 กะรัต ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดในโลกในบรรดาเพชรสีน้ำเงินในอดีตที่เคยพบมา เขาซื้อเพชรนี้มาและลักลอบนำเข้าไปยังกรุงปารีส และมาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการอ้างคำสาปของเพชรโฮปแล้วโดยบอกว่าหลังจากตาแวร์นีเยครอบครัวเพชรนี้ เขาก็ป่วยตายหรือไม่ก็ถูกหมาป่ากินลึกลับที่รัสเซียแต่ในความจริงเขามีชีวิตอยู่ตามปกติจนเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 84 ปี
                เอาเถอะเรื่องของตาแวร์นีเยจะเป็นยังไงก็ตาม แต่ก่อนที่เขาจะตายนั้นได้ขายเพชรเม็ดใหญ่นี้ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บองยปี 1668 ด้วยราคา 3,000,000 ซึ่งหลังจากที่ซื้อเพชรนี้มาแล้วกษัตริย์ผู้เรืองโรจน์แห่งฝรั่งเศสก็ได้มีรับสั่งให้เจียระไนเพชรใหม่อีกครั้ง เนื่องจากการเจียระไนครั้งแรก ช่างฝีมือเน้นเรื่องขนาดมากกว่าความงามของน้ำเพชร ครั้งนี้พระองค์ทรงให้ตัดแบ่งเพชรออกเป็น ส่วน ชิ้นแรกนั้นหายสาปสูญไป ส่วนอีกสองชิ้น ชิ้นหนึ่งได้รับการเจียระไนเป็นรูปหัวใจขนาด 67 1/8 กะรัต(บางที่บอก  67.5 กะรัต) โดยนายเปเตออง (Petean) และใช้เป็นเพชรประดับประจำราชวงศ์ฝรั่งเศสมาอีกนับทศวรรษในชื่อ "เพชรมงกุฏสีน้ำเงิน" (Blue diamond of the crown) พื่อใช้ติดกับเสื้อคลุมในงานพิธี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชทานนามใหม่ให้กับเพชรว่า French Blue "สีน้ำเงินแห่งฝรั่งเศส" (French Blue) ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเพชรโฮป ส่วนเพชรชิ้นสุดท้ายไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่เชื่อว่าคือเพชรที่เรียกว่า "บรันสวิก บลู ซึ่งในตำนานกล่าวว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีโอกาสใส่เพชรนี้เพียงครั้งเดียวก่อนจะป่วยตายด้วยโรคระบาด และคนรักของพระองค์ที่ได้รับเพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญก็ถูกขับออกจากราชสำนักในภายหลังเนื่องจากวางแผนจะวางยาพิษราชินี
                
                เวลาผ่านไป ความโชคร้ายก็เริ่มคืบคลานเข้าครอบงำสมาชิกราชวงศ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพชรทีละน้อย เสนาบดีคลัง นิโคลัส ฟูเก ที่เคยหยิบยืมเพชรไปใส่ ในที่สุดก็ต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งยังต้องโทษติดคุก แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น คือชะตากรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อังตัวเนตต์ที่ได้รับสืบทอดเพชรแห่งหายนะ ทั้งสองพระองค์ถูกตัดพระเศียรด้วยกิโยตินอย่างน่าสยดสยอง ดังที่จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์การปฏิวัติอันนองเลือดของฝรั่งเศสในปีคริสตศักราช1789(ในตำนานมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงซึ่งเคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารีอังตัวเน็ตมาใส่บ่อยๆก็ถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณ)
                 และเพชรฝรั่งเศสสีน้ำเงินนี้ ได้หายสาปสูญไปในเหตุการณ์วุ่นวายในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 หลังจากการปล้นเพชรครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คลังเก็บสมบัติแห่งชาติ (The National Garde Meuble) ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยมีกลุ่มหัวขโมยบุกเข้าปล้นเพชรจากราชวังที่ปิดตายอยู่ :7j’ในระหว่างนี้เพชรถูกตัดให้เล็กลงอีกเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยที่มาจนเหลือขนาด 44.50 กะรัต
                ใน ค.ศ. 1812 (บางทีบอก 1813) เพชรโฮปปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยจากบันทึกความทรงจำของจอห์น ฟรานซิลลอน (john Francillon) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอนเขียนไว้ว่า ค.ศ. 1830 ณ กรุง ลอนดอน นายหน้าค้าเพชรนาม ดาเนียล เอเลียสัน (Daniel Eliason) ได้เพชรสีน้ำเงินเม็ดหนึ่งขนาด 44 กะรัตมาไว้ในครอบครอง ถึงแม้รูปร่างลักษณะจะไม่เหมือนเดิม คือมันถูกเจียระไนใหม่เป็นรูปหมอน แต่ด้วยความงามที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นเชื่อกันว่า มันก็คือเพชรน้ำเงินแห่งฝรั่งเศสที่ถูกเปลี่ยนรูปร่างไปเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายข้ามชาติอย่างลับๆ กล่าวกันว่าผู้ที่ทำการเจียระไนคือ วิลเฮล์ม ฟาลส์ (Wilhlem Fals)นักเจียระไนชาวฮอลแลนด์ก็มีจุดจบอย่างน่าเศร้า ถูกบุตรชายของตนเองขโมยเพชรล้ำค่าไปจนตรอมใจตาย ในขณะที่บุตรคนนั้นในภายหลังก็เกิดคลุ้มคลั่งจนฆ่าตัวตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
                หลังจากซื้อเพชรมาไว้ในครอบครอง ในเวลาต่อมา เอเรียสันสันก็ตกม้าตายไปอีกราย
                
                มีหลักฐานจากบางแหล่งว่าพระเจ้าจอร์จที่ แห่งราชวงศ์อังกฤษก็เป็นพระองค์หนึ่งที่เคยได้ครอบครองเพชรอาถรรพ์ และทางราชวงศ์ต้องขายมันไปเมื่อสิ้นพระชนม์เพื่อจ่ายหนี้ที่มีอยู่มหาศาล จากนั้นเพชรก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนในปีคริสตศักราช 1939เพชรก็ถูกขายให้แก่เฮนรี ทอมัส โฮป (Henty Thomus Hope) นักการธนาคารชาวอังกฤษ ดังนั้นเพชรสีน้ำเงินจึงได้ชื่อใหม่ตามชื่อของเขาคือ เพชร "โฮป" โฮป เพชรถูกทำเป็นเข็มกลัด และตกทอดผ่านลูกหลานตระกูลโฮปไปอีกหลายรุ่น แต่คำสาปของเพชรก็ยังขลังเสมอตระกูลโฮปที่เคยร่ำรวย ต้องประสบมรสุมชีวิตและลงท้ายด้วยการล้มละลาย โดยบันทึกบอกว่าผุ้ที่ครอบครองเพชรตระกูลโฮปคือเฮนรี ฟิลิป โฮป นั้นไม่มีบุตร และเสียชีวิตลง เพชรโฮปได้ตกทอดเป็นมรดกไปถึงสมัยเหลนของเขาคือลอร์ด ฟรานซิส โฮป (Lord Francis Hope) ซึ่งเป็นนักพนันตัวยง เขาได้ผลาญเงินของตระกูลไปกับการพนัน จนในที่สุดก็ต้องขายเพชรเพื่อใช้หนี้และตระกูลโฮปต้องเผชิญกับความลำบากไปอีกหลายชั่วอายุคน(ตระกูลโฮปหลายคนเกี่ยวข้องกับเพชรเม็ดนี้และไม่ปรากฏว่ามีใครเคราะห์ร้ายแต่อย่างไร ยกเว้นกรณีของฟรานซีสเท่านั้น)
                ปี 1901 ฟรานซิสล้มละลาย จึงขายเพชรต่อให้กับพ่อค้าเพชรในลอนดอนชื่ออดอฟล์ เวล เป็นเงิน 29,000 ปอนด์ ซึ่งอดอฟล์ก็ขายต่อให้กับไซมอน แฟรงเกล พ่อค้าเพชรชาวอเมริกาอีกที(ในตำนานบอกว่าทันทีไซมอนขายเพชรได้เขาก็ยิงตัวตายในเวลาต่อมา)
                อีกครั้งที่เพชรโฮปได้เดินทางไปทั่ว ผ่านพระหัตถ์ของเจ้าชายคานิตอฟสกีแห่งรัสเซีย ซึ่งทรงได้มอบเพชรเป็นของกำนัลแก่นางละครที่โฟลีส์ แบแย (Folies Bergere) ซึ่งแต่มานางคนนั้นก็ถูกยิงระหว่างแสดงจนเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา ส่วนตัวเจ้าชายก็ถูกพวกกบฏแทงสิ้นพระชนม์ตามไปติดๆ
                ต่อมาเพชรก็ตกอยู่ในมือของชาวกรีกคนหนึ่งชื่อ ไซมอน มอนธะริเดส (Simon Montharides)ที่ซื้อเพชรโฮปเป็นเงิน 400,000 ดอลล่าร์ แต่เขาก็ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตทั้งครอบครัว
                ปีคริสศักราช 1908 สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ แห่งตุรกี (Abdul-Hamid II) ท่านได้ทรงมอบเพชรเม็ดนั้นให้แก่พระสนม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบ จนกระทั่งมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ขณะที่ความวุ่นวายกำลังเกิดขึ้นนั้นเอง พระสนมได้ถูกกระสุนปืนที่พลาดมา จนถึงแก่ความตาย ส่วนสุลต่านได้ถูกเนรเทศและขันทีผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเพชรเม็ดดังกล่าวก็ถูกจับแขวนคอ 
                จากนั้นเพชรก็ตกอยู่ในมือของฮาบิบ ชาวอียิปแต่เขาก็ครอบครองมันไม่นานในปี 1909   เขาเอาเพชรออกขายในงานประมูลเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ จากนั้นเขาก็เสียชีวิตจมน้ำตายทั้งครอบครัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือสำราญชนกันที่ ที่ช่องริโอ สิงคโปร์
                ค.ศ.1911 บริษัทคาร์เทียได้รับซื้อเพชรโฮปเม็ดนี้ไว้ แล้วนำไปขายต่อให้กับครอบครัวแมคลีน (McLean) 
               
                ผู้ครอบครองเพชรโฮปคนต่อมาคือ นางเอวาลีน วอลซ์ แมคลีน (Evalyn Walsh Mclean) ภรรยานายเอ็ดเวิร์ด แมคลีน (Edward Mclean)เจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ หลังจากซื้อเพชรมาได้ไม่นานนัก ในไม่ช้าคนใช้ คนก็เสียชีวิต ตามด้วยลูกชายวัย 10 ปีถูกรถชนเสียชีวิตหลังเหตุการณ์นี้ เอวาลินหย่าจากเอ็ดวาร์ด และต่อมาไม่นานนายเอ็ดเวิร์ดก็กลายเป็นคนวิกลจริตและจบชีวิตในปี ค.ศ.1947 ในโรงพยาบาลโรคประสาท เมื่ออายุได้ 61 ปี จากนั้นลูกสาวเพียงคนเดียวของเอวาลีนตายเนื่องจากทานยานอนหลับเกินขนาด เอวาลีนพยายามแก้เคล็ดด้วยการไปอธิษฐานในโบสถ์ แต่ก็ไม่เป็นผล
                จากนั้นเพชรก็ถูกส่งไปยังของหลานของนางเอวาลีนเป็นผู้สืบทอดกรรมสิทธิ์ของเพชรต่อ
                เมื่อเริ่องราวร้ายๆดูจะเกิดขึ้นติดต่อกันไม่หยุดหย่อน ในที่สุด ค.ศ.1949-1958 แฮรี่ วินสตัน(Harry Winston) ซึ่งเป็นพ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ค เจ้าของที่ซื้อเพชรโฮปคนสุดท้ายได้มอบให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน(Smithsonian Institute) ในกรุงวอชืงตัน ดีซี (มีการกล่าวว่าแฮรี่ส่งโฮปไดอามอนด์ให้กับพิพิทธพันธ์ด้วยการใส่ซองส่งไปทางพัสดุไปรษณีย์ธรรมดา โดยจ่ายค่าประกันเป็นเงินเพียง 160 ดอลล่าร์)ซึ่งดูเหมือนว่าคำสาปแช่งจะยุติอยู่เพียงแค่นั้น อย่างไรก็ตามในท่ามกลางจดหมายนับพันๆฉบับ ที่ส่งมาขอบคุณในการบริจาคของเขาครั้งนั้น มีอยู่ฉบับหนึ่งที่วิงวอนให้ แฮรี่ วินสตัน เอาเพชรเม็ดนั้นกลับคืนไปโดยกล่าว   ประเทศชาติกำลังจะแหลกไม่มีชิ้นดียู่แล้ว นับตั้งแต่วันที่เพชรเม็ดนี้มาถึงสถาบันสมิธโซเนียน
                ปัจจุบัน เพชรโฮป ได้กลายมาเป็นของโชว์ชิ้นเรียกแขกอยู่ที่ พิพิทธภัณท์สมิธโซเนียน ถ้าใครได้มีโอกาสไปวอชิงตัน ดีซี อย่าลืมไปแวะชมนะครับ


ตอนจบของโดราเอม่อนมีจริงหรือ



                โดราเอม่อนนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลในบ้านเราและทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่10 ปี โดราเอม่อนก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ก็ด้วยความที่โดราเอม่อนนั้นเป็นการ์ตูนที่ส่งเสริมจินตนาการในแง่ของวิทยาศาสตร์ หรือจะส่งเสริมในด้านของมิตรภาพ ระหว่างเพื่อนและครอบครัว ผ่านทางตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่มาจากศตวรรษที่22 นามโดราเอม่อน และผองเพื่อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ และโดราเอม่อนก็มีไอเท็มของวิเศษที่มาจากอนาคต ที่ทำให้พวกเรานั้นได้สนุกหรรษากัน แต่ส่วนหนึ่ง ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ถ้าไม่ได้เขา เราๆท่านๆคงไม่มีวันรู้จักกับโดราเอม่อนได้อย่างแน่นอน

                 หลังจาก ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539) ในขณะที่สื่ออย่างอินเตอร์เน็ตก็    ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกระแสอย่างหนึ่งของโดราเอม่อน นั่นก็คือ ตอนจบของโดราเอม่อน นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ แบบ และ ต่างก็อ้างว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง ทำเอาแฟนๆโดราเอม่อนทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรา นั้นต่างก็รู้สึกสับสนว่าตอนจบที่แท้จริงเป็นแบบไหนกันแน่ ถึงลูกศิษย์ของอ.ฟูจิโกะจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นหัวข้อที่กลุ่มสาวกคนรักโดราเอม่อนยังถกเถียงกันไม่รู้จักจบ จนอาจกลายเป็นมลภาวะทางสายตาของคนที่เข้าอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดบางแห่งเสียด้วย
                บางคนอาจสงสัยว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ น่าจะเรียกว่า เป็น เวอร์ชั่นมากกว่า เพราะมีทั้งจบแบบแฮปปี้ และจบแบบเศร้าหักมุมสุด ซึ่งผมจะขอเล่าคร่าวๆก็แล้วกัน อ่านแล้วก็ขอให้ใช้วิจารณญาณกันดีๆนะครับ

                ตอนจบแบบแรก แบบประทับใจ
               
                บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นทั่วไป

                โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นชั้น ไปที่ห้องของเขา
                โดเรมอนกำลังนอนอยู่ในห้อง ...ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุก ๆ วัน

                "เฮ้!! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน" โนบิตะชวน
                แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น
                โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า
                ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ

                2-3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อโนบิตะกลับถึงบ้าน
                เขาพบว่าโดเรมอนยังนอนอยู่นิ่งที่เดิม
                โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป
                "ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา "

                เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ
                โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน
                แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามแค่ไหน ก็ทำให้โดเรมอนตื่นขึ้นมาไม่ได้

                ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
                โดเรมอนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน..

                โนบิตะเริ่มร้องไห้
                แต่แม้จะร้องไห้หรือตะโกนเรียกอย่างไร..
                เจ้าหุ่นยนต์แมวตัวอ้วนก็ไม่เคลื่อนไหว

                แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!!
                เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะ.. ใช่แล้ว! ไทม์แมชชีนนั่นเอง
                โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีนไปในอนาคต ไปหา โดเรมี น้องสาวของโดเรมอน
                โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี และพาเธอกลับมากับเขากลับมาในปี 1998

                หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998
                โดเรมีก็เริ่มตรวจระบบต่างๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ
                หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า..
                "แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด"

                โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า
                "แบตเตอรี่หรือ?? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม
                งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา
                และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมทีสิ"

                แต่ ..โดเรมีส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า
                "โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ??"

                "อะ... อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง???"
                โดเรมีตอบว่า..
                "ก็ แบตเตอรี่หลักของ โดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว
                ซึ่งแต่เดิมโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู
                แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไปเมื่อหลายปีมาแล้ว
                ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง"

                "แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ" โนบิตะสงสัย
                "ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน
                ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ"

                "อะไรนะ?????? "
               
                "แล้วเธฮยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ"

                โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้....
                แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดร้อง และบอกโดเรมีจังว่า..
                "โดเรมี ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ"

                โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี
                เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต

                หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนไปนอนในตู้ของโดเรมอนตามเดิม

                วัน-เวลาผ่านไป...........
                ปี ค.ศ.2010 โนบิตะโตขึ้น
                ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป
                และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน
                เขาบอกชิซูกะและทุก ๆ คนว่า โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว
                และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป

                ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
                พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน...

                โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง
                และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน
                เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา
                เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย

                แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา
                ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย
                นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องของสามีเธอ

                และเมื่อชิซูกะเข้าไป เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก....
                เพราะสิ่งที่เธอเห็น- -เพื่อนเก่าของเธอ.. ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
                "โดเรมอน"

                โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ

                "ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ.."
                โนบิตะเปิดสวิตช์หลักของโดเรมอน
                โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว.....

                นั่นเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน... คือใคร"
                มีคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง....

                ที่โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท ก็เพื่อที่จะได้พบ ได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขาอีกครั้งหนึ่ง
               จนถึงขณะนี้.. โนบิตะก็กลายเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา
                เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และโปรแกรมทั้งหมดที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน

                โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบา ๆ ด้วยความยินดี....
                ขณะที่โดเรมอนลืมตาขึ้นมา... มองไปรอบ ๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
                "โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?"

                เมฆสีขาวบริสุทธิ์ยังคงลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าเหมือนดังวันก่อน
                วันเวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน....

                จบลงอย่างน่าเศร้าใจ

          
                วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคน
                ยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอก
                โนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึง
                เรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
                โดเรมอน เซวาสึ และโดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น
                โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล
ตลอดเวลาและเขาก็หลับไป
                ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะ
                ร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร..
                และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้น
                เป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคต
                มีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป......


                ...ตอนจบแบบที่ นี้...
                เขาว่ากันว่า "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" ได้ร่างไว้ก่อนที่จะจากไป แต่เพียงตอนจบที่ร่างเอาไว้ ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัดว่าจะจัดพิมพ์แต่อย่างใด

               ตกลง ตอนจบทั้งสองตอนเป็นของจริงหรือ
?
                
                นี่คือตอนจบทั้ง แบบที่ได้กล่าวมา แต่เมื่ออ่านซ้ำๆกันหลายรอบ ก็พบว่ามีจุดพิรุธอยู่พอสมควร และคาดว่าน่าจะเป็นแฟนๆการ์ตูนบางกลุ่มเป็นคนแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะ ตอนจบในแบบที่อ่านไปก็คล้ายๆกับว่า โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน ยังไงยังงั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว โดราเอม่อนนั้น เป็นหุ่นยนต์ที่เกิดมาจากโรงงานประกอบหุ่นยนต์ในศตวรรษที่22 ไม่ได้เกิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครได้อ่านโดราเอมอนตอนที่เกี่ยวกับโนบิตะในโลกอนาคต จะพบว่า โนบิตะกับชิซูกะแต่งงานกันจริงๆ แต่โนบิตะนั้นเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาเท่านั้นเอง และ โดราเอม่อนจะทำงานได้นั้น จะต้องกดสวิตช์ที่หาง ไม่ใช่เสียบปลั๊ก
                พูดถึงตอนจบแบบที่2แล้ว ก็ขอพูดถึงตอนจบแบบแรกที่เศร้าๆแบบหักมุมสุดๆหน่อย บอกตรงๆว่า ไม่เชื่อเป็นอันขาด เพราะ ผมเชื่อว่า อ.ฟูจิโกะ ผู้แต่ง เขาคงไม่ทำร้ายจิตใจคนอ่านถึงขนาดนั้น ถึงแม้ว่ามันเป็นตอนจบสไตล์ดราม่าที่อาจถูกใจสำหรับบางคน แต่มันเศร้าเกินธรรมชาติ เกินกว่าที่เด็กๆหรือผู้อ่านบางคนจะยอมรับได้
                ใครก็ตามที่ได้อ่านตอนจบทั้ง2แบบนั้นแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ซึ่งอ.ฟูจิโกะเป็นคนแต่งเองจริงๆ ซึ่งไม่ใช่2แบบข้างต้น โดยทีแรกอาจารย์ตั้งใจจะเขียนตอนนี้ให้เป็นตอนจบจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ชื่อว่า ลาก่อน โดราเอม่อน(หาอ่านได้ในเล่มที่ตอนสุดท้าย) แต่ก็มีกระแสจากคนอ่านให้อาจารย์กลับมาเขียนโดราเอม่อนต่อ และอาจารย์ก็ตอบรับกระแสจากแฟนๆ ด้วยการเขียนตอนที่ชื่อว่า น้ำยาโกหก ซึ่งเป็นตอนที่โดราเอม่อนกลับมาหาโนบิตะอีกครั้ง (ตอนแรกของเล่ม 7) และจากนั้นเป็นต้นมา โดราเอม่อนก็มีทีท่าจะเป็นการ์ตูนไม่มีวันจบอีกเรื่องหนึ่ง
                และมีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะเขียนตอนจบ2แบบที่ว่านั่นเลย จากหนังสือการ์ตูนอัตชีวประวัติของ ฟูจิโกะ ฟูจิโกะ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอาจารย์ ว่า เขาต้องการให้เด็กๆที่มีความสุขกับโดราเอม่อนนั้นมีความสุขให้เต็มที่ และ ฉากที่อาจารย์หมดสติขณะเขียนการ์ตูนอยู่ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติขณะกำลังร่างต้นฉบับอยู่นั้น เป็นโดราเอม่อนตอนพิเศษตะลุยเมืองตุ๊กตาไขลาน นั่นเอง

                 เกร็ดอีกอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งสุดท้ายที่อ.ฟูจิโกะทำก่อนที่จะเสียชีวิต ก็มีดังนี้
·       โดราเอม่อนที่เขียนเป็นตอนสุดท้าย ผู้มาจากดาวการาป้า(ตอนสุดท้ายของเล่ม 45)
·     คิดพล็อตเรื่องตอนสุดท้าย ตอน ผจญภัยเกาะมหาสมบัติ ซึ่งเป็นภาคหนังโรง เพราะมีแหล่งอ้างอิงหลายที่ที่ให้ Credit ว่าตอนนี้เป็นตอนที่ท่านวางโครงเรื่องไว้ก่อนที่อ.ฟูจิโกะจะเสียชีวิต
·     โดราเอม่อนตอนที่เขียนเป็น comic" เป็นตอนสุดท้าย "ผจญภัยสายกาแล็กซี่" เพราะเป็นเวลาพอดีกับที่อ.ฟูจิโกะเสียชีวิตและลายเส้นหลังจากเล่มนี้จะดูแปลกตาไปเลย
  
             จากเกร็ดดังกล่าว ก็เป็นการบ่งบอกว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะแต่งออกมาเลยแม้แต่น้อย และ อ.ฟูจิโกะก็ไม่คิดที่ จะให้โดราเอม่อนมีวันจบจริงๆ เพื่อให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขได้อย่างเต็มที่เลย

                ถ้ามันไม่ใช้ แล้วมันมาจากไหน
               

                ทั้งสองตอนนี้ ทราบที่มาแล้วครับ ว่ามันถูกแต่งขึ้นโดยเหล่าโอตากุผู้ชื่นชอบโดจินชิเป็นชีวิตจิตใจ โดยพวกเขาเหล่านี้ชอบโดราเอม่อนมากถึง จึงคิดวาดตอนจบโดราเอม่อนเป็นโดจินชินแล้วไปวางขายที่ย่านอากิฮาบาระ แหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน-เกมส์ ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น หรือไม่ก็งาน comiket จัดขึ้นที่โตเกียวอินเตอร์เนชันแนลเทรดเซนเตอร์ซึ่งมีฮอลล์ใหญ่ 6 ฮอลล์เนื้อที่กว่าแปดแสนตารางเมตร  ขายกันแต่"โดจินชิ" ล้วนๆ  ในช่วงเวลา 3 วันที่จัดงานมีกลุ่มการ์ตูนเข้าร่วมประมาณ 35,000 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์โดจินชิรวมกว่าแสนคนขายงานของตัวเองให้บรรดาแฟนๆที่มางานราว 420,000 คน ละพอดีโดราเอม่อนตอนจบเกิดมันดังเปรี้ยงขึ้นมา เพราะมันดันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนแจกฟรี จนเกิดข่าวลือ เสียงเล่าอ้างดังกล่าว จนต้องจัดพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกล้านกว่าเล่มเพื่อเพียงพอต่อความต้องการของผู้อ่าน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่การ์ตูนเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนไทยสักคนหนึ่ง หรือไม่ก็เปิดเน็ตแล้วแพร่หลายในเน็ตจนมาถึงไทยในที่สุด

             การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม ว่า GA-FAKE COTERIE โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน ครั้งที่ 68  ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548
                และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30ธันวาคม 2548
                ผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง





5อันดับความจริงของนิทานุ

The Gruesome Origins of 5 Popular Fairy Tales
               
                รู้จักพี่น้องกริมส์หรือเปล่า พวกเขาคือคนแต่งนิทานเทพนิยายที่โด่งดังไงละ เช่น หนูน้อยหมวกแดง, สโนว์ไวท์ฯ, ซินเดอเรล่า ฯลฯ
                แต่...คุณรู้หรือเปล่าว่าเบื่องหลังนิทานเหล่านั้น มันมีต้นกำเนิดนะมันเป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่นนะครับ ซึ่งเนื้อหานี้เหลื่อเชื่อมากว่ามันเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กและโครงเรื่องแสนลึกล้ำยากจะจินตนาการดู
                ว่ากันว่า พระน้องตระกูลกริมส์เคยคิดเอาโครงเรื่องนิทานพวกนี้มาแต่งให้คงเอกลักษณ์รสชาติเดิมไว้ ผลเหรอ...ทางสำนักพิมพ์ก็บอกว่าเอาไปแต่งใหม่ดีกว่าเพราะเนื้อหาของมันไม่เหมาะต่อเยาวชนเด็กและสตรีเพราะมีแต่ความรุนแรง โหดร้าย ทารุณ เซ็กต์(อีกแล้ว) ก่อนที่จะถูกแปลงให้สะอาดและทอนเนื้อหาที่รุนแรง โหดร้ายลง (อย่างน่าเสียดาย)
และนี้คือ 5 นิทานโหด ที่คุณไม่เชื่อว่าต้นกำเนิดของมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก


อันดับ 5. หนูน้อยหมวกแดง:เล่นเซ็กต์ระหว่างสัตว์,กินเนื้อคน (Little Red Riding Hood: Inter-Species Sex Play, Cannibalism)
 
เวอรชั่นที่คุณรู้:ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรื่องนี้ในฉบับภาษาเยอรมัน ถูกบอกเล่าให้แก่ พี่น้องตระกูลกริมม์. โดยคนพี่ เจค็อบ กริมม์ ฟังมาจาก Jeanette Hassenpflug (ค.ศ. 1791-1860) ส่วนคนน้อง วิลเฮล์ม กริมม์ ฟังมาจาก Marie Hassenpflug (ค.ศ. 1788-1856) พี่น้องทั้งสอง ได้รวมเนื้อเรื่องจากทั้งสองฉบับนั้น เป็นเรื่องเดียว จนเป็นฉบับปี ค.ศ. 1857 ที่เป็นเนื้อเรื่องที่แพร่หลายในปัจจุบันซึ่งเนื้อเรื่องค่อนข้างจะจินตนาการมากกว่าฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมา โดยหนูน้อยและคุณยายถูกหมาป่าจับกิน และในภายหลังคนตัดไม้ได้มาช่วย โดยการผ่าท้องหมาป่า ช่วยหนูน้อยและคุณยาย ออกมาได้โดยปลอดภัย
เวอรชั่นเดิม:ที่มาของเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่เล่าปากต่อปาก แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศในยุโรป ซึ่งคาดว่าเป็นก่อนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่เท่าที่ทราบโดยทั่วไป Le Petit Chaperon Rouge เป็นฉบับแรกสุด ที่ได้รับการตีพิมพ์ จากเนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านของฝรั่งเศส โดยเนื้อเรื่องนั้น ได้ถูกพิมพ์ในหนังสือ ในปี ค.ศ. 1697 ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวม นิทานและเรื่องเล่าต่าง ๆ พร้อมคติสอนใจ โดย ชาร์ลส แปร์โรลต์ เนื้อเรื่องของฉบับนี้จะค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการร่วมเพศระหว่างคนกับสัตว์ โดยหนูน้อยหมวกแดงจะระบำเปลื้องผ้าให้หมาป่าที่ปลอมตัวเป็นคุณยายดู.....ก่อนที่หนูน้อยและคุณยายถูกหมาป่าจับกิน และตายไปเลย......... ซึ่งเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าไว้ใจคนแปลกหน้า.....

อันดับ 4. สโนไวท์เจ้าชายล่อลวงเด็ก,มนุษย์กินคน (Snow White: Prince Pedophile, More Cannibalism)
                
เวอรชั่นที่คุณรู้: (Snow White in her coffin, Theodor Hosemann, 1852)โดยมีเนื้อเรื่องย่อคือแม่เลี้ยงใจร้ายอิจฉาสโนไวท์ที่สวยกว่าตนเลยวางแผนให้นายพรานพาเธอไปฆ่าที่ป่าทึบ และนำหัวใจกลับมาให้เธอดูเป็นหลักฐาน แต่นายพรานกลับปล่อยสโนเวท์ เธอหนีเข้าไปยังบ้านคนแคระทั้ง 7 พอแม่เลี้ยงทราบข่าวว่าเธอยังมีชีวิตอยู่เธอเลยปลอมตัวเป็นหญิงชราเอาแอ็ปเปิ้ลพิษให้เธอกิน และสโนไวท์ก็หลับและนอนในโลงแก้ง จนเจ้าชายผ่านมาและก็จูบเธอ และสโนไวท์ก็ตื่นและอยู่ด้วยกันกับเจ้าชายอย่างมีความสุข
                เวอรชั่นเดิมต้นฉบับดั้งเดิมเป็น นิทานพื้นบ้านของทาง ที่ มีเค้าโครงเรื่องจริงต้นฉบับเดิมคือ สโนไวท์มีแม่เลี้ยงที่บอกนายพรานเธอใส่อะไรนอกเหนือจากการนำหัวใจให้เธอดูด้วย โดยมี ตับปอด,ลำไส้, อวัยวะภายใน และรวมเลือด 1 ขวด กับนิ้วเท้าของเธอและแม่เลี้ยงจะนำไปกิน(คงแค้นมากนะนั้น) และพอเสร็จการฆาตกรรมด้วยแอ็ปเปิ้ล แม่เลี้ยงถามกระจกอีก แล้วกระจกบอกว่าสโนไวท์ไม่ได้ตาย และตอนจบสุดท้ายสโนไวท์ ก็แก้แค้นกระทำของแม่เลี้ยงโดยให้เลี้ยงใส่รองเหล้าเหล็กร้อนๆ และบังคับให้แม่เลี้ยงเต้นรำไปจนขาดใจตาย...
และที่น่าสนใจคือสโนไวท์ในฉบับดั่งเดิมนั้นอายุ 7 ขวบเท่านั้น(โอ้แม่เจ้า) แต่เธอต้องแต่งงานกับเจ้าชายที่แก่กว่าตนหลายเท่า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของยุโรป(หรือเปล่า?)

อันดับ 3.รัมเปลสติลล์สกินตัดเป็นชิ้นๆ, ตาย (Rumpelstiltskin: Dismemberment, Dead Toddlers)
                
เวอรชั่นที่คุณรู้: เรื่องนี้คนไทยอาจไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าอ่านก็อาจคุ้นๆ (Illustration of Rumpelstiltskin from Andrew Lang's The Blue Fairy Book, ca. 1889) คือกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าของโรงสีมีลูกสาวสวยที่สามารถม้วนฟางให้เป็นทอง จนเรื่องนี้เข้าหูพระราชาโลภมากเข้า เลยจับขังหอคอยและบอกให้เธอปั่นทองให้ได้เท่านี้ถ้าทำไม่ได้เอ็งตายอย่างเขียด แต่เอยใครจะบ้าทำได้ในขณะที่หญิงสาวกำลังกลุ่มอยู่นั้นคนแคระก็มาหามันเสนอแลกเปลี่ยนกับการแลกบุตรที่เธอคลอดคนแรกให้กับมันและจะช่วยให้เด็กสาวสมปรารถนา จนกระทั้งเด็กสาวทำสำเร็จ ได้แต่งงานพระราชาโลภมาก(ดีไหมนั้น) มีบุตรคนแรก และคนแคระก็มารับเด็กตามข้อตกลงแต่เด็กสาวกลับคำ คนแคระเลยเพิ่มข้อแลกเปลี่ยนเพิ่มโดยทายชื่อเขาให้ถูก โดยมีเวลา วัน (บางเล่มบอกว่าให้ทายแค่ 3 ชื่อในเวลา 3 วัน) เจ้าหญิงเดาชื่อคนแคระไปเรื่อยๆ ทั้ง 2 วันก็ไม่ถูกสักที จนกระทั่งมีคนผ่านไปแอบได้ยินมนุษย์แคระที่ร้องเพลงบอกชื่อของตนว่าเขาชื่อ รัมเปลสติลล์สกินคนผ่านมาเลยไปบอกเจ้าหญิง และสุดท้ายคนแคระเลยอดได้เด็ก
                เวอรชั่นเดิม:ที่มาของเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่เล่าปากต่อปากจนกระทั้งพี่น้องตระกูลกริมส์นำมาแต่งใหม่ ซึ่งเวอรชั่นเดิมนั้นหญิงสาวไม่สามารถหาชื่อจริงของคนแคระคนนี้ได้เลย จนสุดท้ายเธอแก้ปัญหานี้โดยต้องเอาลูกคนอื่นสวมรอย พอคนแคระจับได้มันเลยวิ่งจับลูกคนแรกของเด็กสาว(รวมถึงเด็กสาวด้วย)กระทืบเท้าจนขาคนแคระจมพื้นดิน จากนั้นคนแคระกระชากขาดขาและแขนเธอและลูกจนฉีกขาด ซึ่งทหารผู้พิทักษ์ทั้งหมดต้องมาเอาคนแคระออก แต่สายไปเสียแล้วเพราะสิ่งที่เหลือจากนั้นคือซากของเด็กสาวและลูกที่ตายคาที่เหมือนก้อนเนื้อ จนมีคำถามตามมาว่าคนแคระนั้นคือซอมบี้สัตว์ประหลาดปลอมตัวหรือเปล่า

อันดับ 2. เจ้าหญิงนิทรา:โคม่า เซ็กต์ (Sleeping Beauty: Coma Sex)
 
เวอรชั่นที่คุณรู้: เวอร์ชันที่คุณรู้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1697 เป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงหนุ่มที่ถูกสาปแช่งโดยแม่มดที่เจ้าหญิงไม่เชิญเธอในงานเลี้ยง โดยแม่มดแช่งว่าเธอจะต้องโดนเข็มเย็บผ้าทิ่มแทงนิ้วมือ และตายเมื่อวันเกิดครบรอบ 15 ปี และเมื่อเธอโดนสาป เธอหลับมานานกว่า 100 ปี(ไม่ยายเหรอนั้นแถมไม่ตื่นอีกแสดงว่ายานอนหลับแรงจัด) และแล้วเมื่อถึงวันคลายคำสาปเจ้าชายเด็กก็บุกป่าผ่าดงและพบเจ้าหญิงอายุกว่า 100 ปี จากนั้นก็จูบ เจ้าหญิงตื่นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข(อิจฉาจังคุณยายได้คั่วเด็ก)
เวอรชั่นเดิม: คุณรู้หรือเปล่า ว่าในนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมนั้น เจ้าหญิงนิทราไม่ได้ตื่นเพราะเจ้าชายจูบ  โดยเธอถูก ทำให้หลับโดยพระราชาที่มีมเหสีแล้ว โดยใช้เศษไม้ทิ่มที่ใต้เล็บ และเธอก็หลับไม่ตื่นอีกเลยทำให้พระราชาร่วมประเวณีกับเธอหลายครั้งมานานกว่าร้อยกว่าปี(พ่อกับลูก!!) ขณะที่เธอยังหลับนั้นก็ได้ตั้งครรภ์ให้กำเนิดลูกแฝด หลังจากที่เธอได้ให้กำเนิดลูกแฝด แฝดคนหนึ่งต้องการดูดนมแม่ แต่กลับไปดูดเศษไม้ออกจากนิ้วโป้งของเธอ ทำให้เธอได้ตื่นจากนิทราที่ถูกสาป จนเราต้องตั้งคำถามว่ายานอนหลับนี้ยี่ห้ออะไรนี้ถึงหลับนานกว่า 100 ปี โดยไม่ตื่น

อันดับ 1. ซินเดอเรลลา ตัดนิ้วเท้าเซ็กต์สิ่งที่มากกว่าตัดนิ้วเท้า (Cinderella: Mutilation, Sex, More Mutilation)
 
เวอรชั่นที่คุณรู้: (Gustave Doré's illustration for Cendrillon)เป็นเทพนิยายปรัมปราที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงทั่วทั้งโลก มีการดัดแปลงเป็นรูปแบบต่างๆ มากมายกว่าพันครั้ง โดยที่โด่งดังสุดเป็นของชาร์ลส แปร์โรลต์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส รวมถึงสองพี่น้องตระกูลกริมม์ ชาวเยอรมันเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวกำพร้าผู้หนึ่งที่อยู่ในอุปถัมภ์ของแม่เลี้ยงกับพี่สาวบุญธรรมสองคน แต่ถูกทารุณและใช้งานเยี่ยงทาสเพราะเกลียดที่เธอสวยกว่าพวกตน จนกระทั่งวันหนึ่งเทพธิดาก็ปรากฏตัวและเสก ซินเดอเรลลาสวยใส่เสื้ออาภรณ์ที่แสนหรู และรถม้าสี่ล้อขนาดใหญ่จากฟักทอง และพบรักกับเจ้าชาย แต่เจ้ากรรมมนต์นั้นจะหมดฤทธิ์เที่ยงคืนเวลา 24:00 นาฬิกา เธอรีบจนลืมรองเท้าแก้ว(บางเรื่องรองเท้าขนสัตว์) เจ้าชายจึงการออกไปและ พบซินเดอเรลลารองเท้าเหมาะสมและเขาอาศัยอยู่อย่างมีความสุขหลังจากนั้น
เวอรชั่นเดิม:นิทานเรื่องนี้มีเวอรชั่นที่หลายหลายมากมายซึ่งเก่าแก่เท่าที่พบ พบว่ามันอยู่ในช่วง850 ก่อนคริสตกาล ก่อนที่เจค็อบกับวิลเฮล์ม กริมม์ (สองพี่น้องตระกูลกริมม์) ซึ่งประพันธ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ครั้งแรกนั้น เด็กสาวในเรื่องนี้ชื่อว่า แอนน์ เดล ทาโคล หรือ แอนน์แห่งทาโคลบัน ใช้ชื่อตำนานว่า Aschenputtel ผู้มาช่วยเด็กสาวไม่ใช่นางฟ้าแม่ทูนหัว แต่เป็นผลจากคำอธิษฐานต่อต้นไม้วิเศษซึ่งงอกงามขึ้นบนหลุมฝังศพของแม่ของเธอ(ปลาบู่ทองเรอะ) ในเรื่องนี้ และเมื่อเจ้าชายไปตามหาเจ้าของรองเท้า แม่ก็ให้พี่เลี้ยงใจร้ายทั้งสองลองรองเท้า ปรากฏว่าใหญ่เกินไป แม่เลี้ยงเลยจัดการเอามีดตัดสิ้นเท้าทิ้งแล้วบังคับให้ลูกใส่รองเท้าลงไปให้ได้ จนเจ้าชายเกือบจะหลงเชื่อ แต่ดันมีเจ้านกแถวนั้นผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาบอกเจ้าชาย และเมื่อเจ้าชายทราบเรื่องในภายหลังก็แต่งงานกับนางเอก ส่วนพี่เลี้ยงแต่เลี้ยงต่อมานกพิราบสองตัวจิกลูกตาของพวกนาง ทำให้กลายเป็นขอทานตาบอดไปตลอดชีวิตถือว่าเป็นการลงโทษ(??)ที่เหมาะสมแล้วสำหรับความชั่วของพวกเธอ

  www.cracked.com/article_15962_gruesome-origins-5-popular-fairy-tales.html + + 

กริกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน ผู้วิเศษ???



โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตเด็กและ ราษฎรรัสเซีย หลายร้อยคนไป เมื่อเร็วๆนี้ ได้เคยเกิดขึ้นมา ครั้งหนึ่งแล้วครับ เมื่อร้อยกว่าปีมานี่เอง และเกิดขึ้นในวันมหามงคลด้วยคือ ระหว่างเฉลิมฉลอง พิธีราชาภิเษก ของกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์ โรมานอฟ มีคนตายนับพัน ซันเดย์ สเปเชียล หนนี้จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับผม
ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov dynasty) ได้ปกครองรัสเซียเป็นเวลานานถึง 300 ปี มีจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรหลายองค์ เช่น ปีเตอร์มหาราช คันทรีมหาราชินี แต่แล้วพอถึง ค.ศ. 1918 ราชวงศ์โรมานอฟ ก็ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมร้ายแรง ปิดฉากราชวงศ์ที่เคยยิ่งใหญ่ลง
ความหายนะที่เกิดขึ้นนี้ ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งมาจากคำสาปแช่งของ บุรุษที่มีพลังอำนาจจิตสูงส่ง นาม รัสปูติน (Rasputin)!กริกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1869 ที่หมู่บ้านโปครอฟสกี อำเภอทยูแมน จังหวัดโตบอลส์ก ในไซบีเรีย ในครอบครัวเกษตรกร สันนิษฐานว่าเขามีความเชื่อในนิกายคริสติ และค็อปสตี
ในตอนเป็นหนุ่ม รัสปูตินกระหายที่จะเป็นเกษตรกรผู้ที่ทำงาน ดื่มเหล้าหนัก และเสเพลเรื่องผู้หญิง( ด้วยอวัยวะเพศของเขาที่ใหญ่ผิดมนุษย์มนาทำให้เป็นที่ชื่นชอบของเด็กสาวในหมู่บ้าน  ซึ่งมาดูเขาเปลือยกายว่ายน้ำด้วยกัน...กับพวกเธอ บางคนบอกว่าเจ้าโลกของเขาอาจยาวกว่า 13นิ้วทีเดียวเชียว..
.....วันหนึ่งไอรินา แดนิลอฟว่า คูบาชอฟว่าภรรยาสาวสวยของนายพลรัสเซีย ร่วมกับสาวใช้ ๖ คนร่วมกันล่อลวง้ด็กหนุ่มรัสปูตินอายุ 16 ปี ไปเสียตัว หลังจากเหตุการณ์ครานั้น รัสปูตินจึงเริ่มเที่ยวโสเภณี ในหมู่บ้านของเขาเอง
ซึ่งในสมัยนั้นเป็นนิกายที่นอกรีต ต่อมาในวัยเด็ก รัสปูติน ก็ดูมีความสามารถพิเศษในการทำนายอนาคตได้อย่างค่อนข้างถูกต้อง
ในวัยเด็กและวัยหนุ่ม การที่รัสปูตินมีพลังพิเศษที่อธิบายไม่ได้ ประกอบกับอุปนิสัยที่เงียบขรึม และบางครั้งก็ชอบทำอะไรแปลกๆ ทำให้คนรอบข้างหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ ไม่กล้าพูดด้วย จนใน ค.ศ. 1887 รัสปูติน บวชเป็นนักบวชในนิกายคริสติ พำนักอยู่ในอาราม Verkhoturye และมีมาคาเรีย (Makariy) เป็นอาจารย์ ในช่วงแรก ผู้คนในเมืองที่รัสปูตินพำนัก ต่างนับถือ แต่ต่อมา เมื่อผู้คนพบกับธาตุแท้ ต่างเรียกรัสปูตินว่า Icha หรือ นักบวชวิปลาส
ค.ศ. 1889 รัสปูติน แต่งงานกับ ปราสโกเวีย เฟโอโดรอฟนา ดูโบรวินา (Praskovia Fyodorovna) และมีลูกด้วยกัน 4 คน แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก 1 คน ส่วนอีก 3 คน ได้แก่Dmitri เกิดใน ค.ศ. 1897 , Matryona เกิดใน ค.ศ. 1898 และ Varvara เกิดใน ค.ศ. 1900 สามคนมีชีวิตอยู่จนเติบใหญ่ ถึงแม้จะแต่งงานแล้ว เขาก็ยังเที่ยวโสเภณีอยู่ จากการที่ได้ร่วมทางกามอารมณ์กับเด็กสาวชาวไซบีเรียน ๓ คนที่พบกันที่ทะเลสาบนั้นเอง รัสปูตินได้ถูกชักจูงให้ได้รับรู้ถึงความหลากหลายทางศาสนา ซึ่งเขาได้เข้าสู่นิกายนอกรีดชื่อว่า นิกายคริสติ ซึ่งสอนให้เชื่อว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมาแต่เริ่มแรก...ซึ่งต้องมีการทำพิธีกรรมล้างบาป ด้วยวิธีพิลึกกึกกือ..ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก รัสปูตินจึงถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านไป.....
ค.ศ. 1901 รัสปูติน ออกเดินทางแสวงบุญไปยัง กรีก และ เยรูซาเล็ม เป็นเวลา 2 ปี
ค.ศ. 1903 รัสปูติน เดินทางกลับมาถึงรัสเซีย และอ้างตนเป็นผู้มีพลังพิเศษ สามารถทำนายอนาคตและรักษาโรคได้ เร่ร่อนไปทั่วรัสเซียแต่ก็ยังหาสาว ๆ มาเพื่อประกอบพิธีกรรมนั้นอยู่ ด้วยกามอารมณ์และความพิลึกพิลั่นต่าง ๆ นานา แต่ถึงกระนั้นสาว ๆ ที่เป็นสาวกของรัสปูตินและนิกายดังกล่าวต้องยอมบำเรอความสุขให้เขาก่อนเป็นขั้นแรก..โรเบิร์ต แม็ตซี่ นักเขียนอัตชีวประวัติเคยกล่าวว่า " การร่วมเพศกับคนไม่ได้อาบน้ำ หนวดเคราและมือที่สกปรก ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียวซ่านอย่างใหม่ขึ้น
ค.ศ. 1904 องค์ชายอเล็กไซ พระโอรสองค์โตในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ทรงประสูติ แต่ทรงมีพระอาการประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย (Haemophillia) หรือพระโลหิตไหลออกง่ายและหยุดยาก เนื่องจากพระโลหิตผิดปกติ ซึ่งในสมัยนั้นโรคนี้สามารถคร่าชีวิตคนได้ พระเจ้าซาร์หาหมอมือดีมาหลายคนก็ไม่สามารถรักษาพระอาการได้
ค.ศ. 1905 รัสปูติน เดินทางมาในพระราชวัง และสามารถรักษาพระอาการป่วยขององค์ชายอเล็กไซได้ (ซึ่งปัจจุบัน ข้อสันนิษฐานที่นักประวัติศาสตร์คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุดของวิธีที่รัสปูตินใช้ คือ สะกดจิตให้องค์ชายหลับไป และปล่อยให้ระบบในพระวรกายเยียวยาองค์ชายอย่างเงียบๆ จนทรงมีพระอาการดีขึ้น) จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (เจ้าหญิงอลิกซ์แห่งเฮสส์และไรน์) พระมารดาขององค์ชายอเล็กไซ และพระเมหสีในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จึงขอให้รัสปูตินเข้ามาอยู่ในวัง เพื่อดูแลอเล็กไซต่อ ทำให้ชีวิตของรัสปูติน เริ่มมีบทบาทและอำนาจขึ้นมา
ปริศนาที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้คือ เขารักษาอาการขององค์รัชทายาทได้อย่างไร?
บางคนมั่นใจว่า เขาใช้วิธีสะกดจิต
บางคนแย้งว่า เป็นเพราะเหตุบังเอิญ
แต่จะอธิบายเหตุบังเอิญได้อย่างใด ในเมื่อการรักษาเยียวยานั้นเป็นไป อย่างได้ผลตลอดระยะเวลายาวนานถึง 12 ปี เรียกว่า ถ้าเจ้าชายน้อยมีแผลครั้งใด รัสปูตินก็สามารถช่วยไว้ได้ทุกครั้ง
ซาริน่าทรงเชื่อมั่นว่ารัสปูตินได้รับ พลังอำนาจพิเศษจากเทพเจ้า พระนางจึงทรงเชิญให้เขาเข้ามา พำนักอยู่ในพระราชฐานชั้นใน เพื่อดูแลถวายการรักษาอเล็กไซอย่างใกล้ชิด
Image:Rasputin Photo.jpg
                และนี่เองที่ทำให้รัสปูตินได้มีโอกาส คลุกคลีกับสาวสรรพ์กำนัลในแห่งพระราชวัง จนกลายเป็นข่าวลืออื้อฉาวถึงสัมพันธ์สวาทที่เขามีต่อเหล่านางข้าหลวง ตลอดจนเจ้าหญิง และแม้กระทั่งซารีน่าอเล็กซานดราก็มิได้เว้น!
ทุกครั้งที่เจ้าชายอเล็กเซ่มีอาการกำเริบ รัสปูตินก็จะถูกเรียกตัวเข้าวัง แต่ก็น่าแปลกที่ทุกครั้งที่รัสปูตินทำการสวดภาวนา อาการป่วยของเจ้าชายอเล็กเซ่ก็จะหายลงทันที ทำให้ซาร์นิโคลัสและพระนางอเล็กซานดร้าไว้เนื้อเชื่อใจในตัวรัสปูตินมากจนถึงขนาดเรียกเขาว่า"สหายเรา" และยินยอมให้รัสปูตินให้คำปรึกษาในเรื่องการเมืองด้วย
คำทำนายต่างๆของรัสปูตินกลายมาเป็นเครื่องชี้ซ้ายขวาในการตัดสินราชการแผ่นดินของรัสเซียในเวลาไม่ช้า พระเจ้าซาร์นิโคลัสทรงโปรดให้รัสปูตินอยู่ข้างพระองค์เสมอและคอยถามคำพยากรณ์ต่างๆก่อนที่จะตัดสินใจ จะเห็นได้จากภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่ว่าเกือบทั้งหมดมีภาพของชายชุดดำอยู่ด้วยเหมือนเป็นเงาตามตัว
ขุนนางในราชสำนักรัสเซียจำนวนมากไม่พอใจในตัวรัสปูติน มีการสอบสวนและนำเรื่องขึ้นทูลซาร์นิโคลัสหลายครั้ง หากทั้งพระเจ้าซาร์นิโคลัสและพระนางอเล็กซานดร้าต่างก็ไม่ใส่ใจ ในบรรดาขุนนางเองก็มีทั้งที่ต้องการขับไล่รัสปูตินออกไปและที่ต้องการจะหาประโยชน์จากรัสปูติน จนมีการแบ่งราชสำนักออกเป็นสองฝ่าย
หลังจากรัสปูตินอยู่ในวังหลวงได้สักพัก รัสปูตินก็เริ่มจัดงานเลี้ยงเพื่อล้างบาป ซึ่งงานเลี้ยงแต่ละครั้ง ก็ใช้เงินมาก และยิ่งนานวัน รัสปูตินยิ่งสั่งจัดงานเลี้ยงล้างบาปบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนดูพร่ำเพรื่อ และคนภายนอกเริ่มมองว่ารัสปูตินต้องการเสวยสุขจากงานเลี้ยงมากกว่า
ที่ร้ายกว่านั้นรัสปูตินอาศัยอิทธิพลของพระนางซารีน่าเพื่อสร้างเรื่องอื้อฉาวด้านกามอารมณ์ของตัวเองกับสาว ๆ ทั่วทั้งเมืองหลวง..ถึงขนาดสามีของหญิงสาวเหล่านั้นยังคุยโอ้อวดว่า ภรรยาของตน " เป็นสมบัติของรัสปูติน ผู้มีความสามารถอย่างเหลือเชื่อ " ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสร้างที่พักแบบชุดของเขา เพื่อเป็นที่พักก่อนที่จะเชิญสาวงามทั้งหลาย เข้าห้องนอนซึ่งเขาเรียกว่า ห้องศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเขตหวงห้าม สตรีงามนางใดที่ไปกินเลี้ยงหรือแวดล้อมเขา เมื่อมีการร้องเพลงบ้างนั่งตักรัสปูติน และบ้างเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายก็ต้องเข้าไปสู่ห้องเขตหวงห้ามของเขาแทบทุกราย...
.....รัสปูตินมีความสัมพันธ์สวาทกับผู้หญิงทุกชนชั้นตั้งแต่สาวใช้ โสเภณีไปจนถึงชนชั้นสูงอย่างนักแสดง หรือภรรยาทหารก็ไม่เว้น เพียงแต่ใครจะยอมรับออกหน้าออกตาเท่านั้นเอง...แต่สุภาพสตรีที่ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุดของรัสปูติน คือ องค์ซารีน่านั้นถึงแม้ไม่ถึงกับเป็นทาสสวาทแต่ก็มีการเขียนบทความ กลอน ต่าง ๆ อันเพราะพริ้งถึงรัสปูติน คือ จูบมือของพระคุณเจ้าและแนบศีรษะของลูกกับไหล่อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคุณเจ้า แต่ภรรยาของเขาเองกับไม่เคยปริปากบ่นต่อการนอกใจของสามีของเขา เพียงแต่พูดว่ารัสปูตินเพียงพอสำหรับทุกคน
                
ค.ศ. 1914 สถานการณ์โลกไม่ค่อยดีนัก มีแววว่าสงครามโลกกำลังจะเกิดขึ้น รัสเซียเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนอดอยากแร้นแค้น พระเจ้าซาร์ทรงให้รัสปูตินลดๆ การจัดงานล้างบาปลงเสียบ้าง เพราะจะได้นำเงินไปใช้ทำสงคราม และดูแลประชาชน รัสปูตินไม่พอใจ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 รัสปูตินก็แกล้งทำนายพระเจ้าซาร์ว่า พระเจ้าซาร์ต้องไปบัญชาการรบเอง รัสเซียจึงจะมีชัย เพื่อให้พระเจ้าซาร์ออกไปรบ และจักรพรรดินีอเล็กซานดรา ซึ่งเชื่อรัสปูตินแทบทุกอย่างได้ปฏิบัติหน้าที่แทน เพื่อรัสปูติน จะได้ทำตามใจตนเอง
ความเดือดร้อนที่ประชาชนแบกรับ ต่อมา ได้เกิดเป็นการประท้วง ตามด้วยการจราจล และการก่อการปฏิวัติ ทำให้พระเจ้าซาร์ ต้องกลับมาจากสนามรบ เมื่อกลับมา รัสปูตินก็ปรนเปรอพระเจ้าซาร์ด้วยงานเลี้ยงรื่นเริงเข้าไปอีก ทำให้พระเจ้าซาร์เริ่มปฏิบัติงานน้อยลง และฝากงานต่างๆ ให้รัสปูตินมากขึ้น จนแทบจะเรียกได้ว่า พระเจ้าซาร์ และจักรพรรดินีอเล็กซานดร้าเป็นหุ่นเชิดของรัสปูติน
การบริหารงานของรัสปูติน เริ่มสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชน จนเริ่มมีแววว่าจะเกิดความวุ่นวายในรัสเซีย และรัสปูตินเป็นที่เกลียดชังของใครๆ ที่จงรักภักดีแผ่นดินอย่างแท้จริง กับสมาชิกสภาดูมาบางคน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้หนึ่งชื่อวลาดิเมียร์ ปูริชเกวิช ผู้เป็นทั้งนักพูดและนักเขียนที่มีคารมคมคายอย่างมาก ในสภาวันหนึ่งปูริชเกวิชลุกขึ้นอภิปรายโจมตีเนมกา (หญิงเยอรมัน หมายถึงพระราชินี) และรัสปูตินอย่างเผ็ดร้อน สมาชิกสภาส่วนใหญ่สนับสนุนปูริชเกวิชเป็นพิเศษ คือเจ้าชายเฟลิกซ์ ยุสซูปอฟสมาชิกสภาคนสำคัญและเป็นพระเจ้าหลานซาร์ด้วย
ค.ศ. 1916 เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูสชูปอฟ (Felix Yussupov) เห็นว่าเก็บรัสปูตินไว้จะเป็นภัยต่อชาติ จึงร่วมมือกับแกรด์ดยุคดมิทรี พัฟโลวิช (Grand Duke Dmitri Pavlovich) ลวงสังหารรัสปูติน โดยจะเชิญรัสปูตินไป โดยอ้างว่าเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ในวังเจ้าชาย และจะวางยาพิษไซยาไนด์ในเครื่องดื่มและเค้กของรัสปูติน
แผนการฆ่ารัสปูตินก็เริ่มขึ้น โดยการวางยาพิษ ดร. จาโซแวร์ต แพทย์ทหารเป็นผู้จัดหายา (ไซยาไนด์) สอดไส้ขนมเค้กและผสมเหล้ามาเดียราเตรียมไว้ โดยมีซูโคติน นายทหารอีกคนเป็นผู้ช่วย เจ้าชายยุสซูปอฟจะเป็นคนเชิญให้รัสปูตินกินขนมและดื่มสุราผสมยาพิษ โดยมีปูริชเกวิชและแกรนด์ดยุคดิมิตรีสหายสนิทของเจ้าชายคอยสังเกตการณ์อยู่ชั้นบน
สถานที่สังหารเป็นห้องใต้ดิน ณ วังมอยก้าของเจ้าชายยุสซูปอฟนั่นเอง โดยเจ้าชายจะเชิญรัสปูตินมาดื่มน้ำชา ขณะเดียวกันรัสปูตินมีความประสงค์แรงกล้าที่จะได้ยลโฉมเจ้าหญิงอิรีนาที่ร่ำลือกันว่างามนัก เมื่อรัสปูตินมาถึง เจ้าชายก็ตรัสให้รัสปูตินหลงไปว่าเจ้าหญิงทรงรอรับ แต่เผอิญยังมีแขกรับรองอยู่ ให้รัสปูตินรอที่ห้องใต้ดินก่อน ขณะเดียวกันเจ้าชายทรงให้เปิดเสียงเพลงจากหีบเสียงเบาๆ ประหนึ่งว่าเจ้าหญิงทรงกำลังมีแขกมาพบจริงๆ (ความจริงก็คือ เจ้าหญิงทรงพักตากอากาศอยู่ริมทะเลดำ ไกลจากวังเป็นร้อยๆ ไมล์)
ขณะรอ รัสปูตินหงุดหงิดพอควร เจ้าชายจึงทรงเชิญกินขนมเค้กและดื่มเหล้ามาเดียรา แรกทีเดียวรัสปูตินปฏิเสธ แต่ก็เปลี่ยนใจหยิบขนมเค้กกินไป 2 ก้อน ตามด้วยเหล้ามาเดียรา 2 แก้ว เจ้าชายทรงยิ้มอยู่ในใจ แต่ก็ต้องทรงตกพระทัยขึ้นโดยพลัน เพราะรัสปูตินน่าจะล้มลงสิ้นใจตายไปต่อหน้า แต่รัสปูตินไม่เป็นอะไรเลย ซ้ำยังขอให้เจ้าชายทรงดีดกีตาร์และร้องเพลงคลอ รัสปูตินนั่งฟังและยิ้มอย่างมีความสุข แม้เพลงจะจบไปหลายเพลงแล้วก็ตาม
ปูริชเกวิชและดยุคดิมิตรีซุ่มดูอย่างแสนจะอึดอัด แต่ก็ยังน้อยกว่าเจ้าชายมากนัก เจ้าชายทรงแทบจะเป็นลมล้มลงต่อหน้ารัสปูตินเองด้วยซ้ำ
เวลาล่วงไป 2 ชั่วโมง เจ้าชายจึงทรงวิ่งขึ้นบันไดมาต่อว่า ดร. ลาโซแวร์ตว่ายาพิษหมดอายุ แต่ ดร. ลาโซแวร์ตยืนยันว่ายาดี รัสปูตินน่าจะเป็นคนที่สวรรค์ส่งมาจริง ดยุคดิมิตรีนั้นถอดใจ บอกว่าแผนเหลวชวนเลิกและจะกลับบ้าน แต่เจ้าชายทรงยืนยันจะสังหารเอง ดยุคดิมิตรีจึงส่งปืนพกให้
เจ้าชายทรงถือปืนแอบหลังลงมา รัสปูตินกลับขอมาเดียราดื่มอีก ดื่มแล้วก็มีท่าทางคึกคักชวนไปเที่ยวบาร์ยิปซี-เราจะได้เห็นพระเจ้าในความคิด เห็นมนุษย์ในเนื้อหนัง-รัสปูตินบ่นพึมพำ เจ้าชายทรงชี้ให้รัสปูตินดูไม้กางเขนบนหลังตู้และให้สวดมนต์ พอเหยื่อหันไปเจ้าชายก็ทรงลั่นกระสุนตรงกลางหลังพอดี รัสปูตินร้องเสียงแหลมและล้มลงหงายกับพื้น พอสิ้นเสียงปืนพรรคพวกทั้งสี่ก็ลงมา ดร. ลาโซแวร์ตคลำชีพจรก็บอกว่าตายแล้ว แล้วทั้งสี่ก็สาละวนเตรียมขนศพ ปล่อยเจ้าชายทรงอยู่ตามลำพัง โดยไม่คาดฝันรัสปูตินบิดตัว ใบหน้ากระตุก ลืมตาซ้ายแล้วตาขวา ตาสีเขียวขุ่นกลอกไปมาและโกรธจัด น้ำลายฟูมปาก ผุดลุกขึ้นยืน พร้อมกับกระชากอินทรธนูเครื่องแบบทหารของเจ้าชายขาดไปข้างหนึ่ง เจ้าชายทรงตกพระทัยสุดขีดกระโดดหนีวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน รัสปูตินคลานสี่ตีนตามขึ้นไปพร้อมด่าเอ็ดอึง
ปูริชเกวิชได้ยินเสียงเจ้าชายทรงร้องให้ยิงอย่างร้อนรน ดวงตาเหลือกถลนแทบจะออกมานอกเบ้า วิ่งแล่นโลดเลยไปอีกห้องหนึ่ง
ปูริชเกวิชวิ่งตามรัสปูตินออกไปที่สนามวัง ซึ่งหิมะกำลังตกหนัก รัสปูตินตะโกนลั่น "ไอ้เฟลิกซ์ ไอ้เฟลิกซ์ ข้าจะฟ้องพระราชินี" ปูริชเกวิชแทบไม่เชื่อสายตาว่านั่นคือรัสปูตินที่เมื่อครู่นี้นอนตายสนิท กระนั้นก็ตามได้ลั่นกระสุนทันที2 นัดแรกผิด นัดที่ 3 ถูกไหล่ และนัดที่ 4 ถูกศีรษะ รัสปูตินผงะหงายหลังลงมาจากประตูเหล็ก พยายามจะลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหว นอนกัดฟันด้วยความแค้น ปูริชเกวิชถลันเข้าเตะเต็มแรงเข้าด้านขมับ พอดีเจ้าชายยุสซูปอฟทรงหายตกพระทัย ทรงถือไม้พลองมาด้วยอันหนึ่ง พลันกระหน่ำตีด้วยอารมณ์แค้นเคืองจนเลือดแดงท่วมหิมะ
ร่างรัสปูตินถูกห่อด้วยพรม ทิ้งลงในปล่องน้ำแข็งในแม่น้ำเนวา 3 วันต่อมามีผู้พบศพ จากการตรวจศพพบว่ารัสปูตินไม่ได้ตายเพราะยาพิษหรือฤทธิ์กระสุนปืน แต่ตายเพราะสำลักน้ำ!
รัสปูตินเสียชีวิตในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1916 รวมอายุ 47 ปี
สำหรับอวัยวะเพศของรัสปูตินมีเรื่องเล่ากันว่ามีคนรับใช้ผู้ชายได้เก็บไปให้สาวใช้คนหนึ่งและปรากฏว่าได้พบสาวใช้ผู้นั้นอีกที่ปารีส ซึ่งยังเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี " สิ่งที่ดูคล้ายกล้วยหอมซึ่งงอมจัดจนดำไปหมด " ไว้ในหีบไม้ขัดมัน....
ก่อนเสียชีวิต รัสปูตินสามารถทำนายอนาคตตนเองได้ว่ากำลังจะเสียชีวิตเร็วๆ นี้ และได้พบกับคำทำนายบางสิ่ง จึงเขียนคำทำนายฉบับสุดท้ายฝากคนรับใช้ให้ไปส่งให้พระเจ้าซาร์ ฉบับนั้น เขียนไว้ในทำนองว่า รัสปูติน จะเสียชีวิตก่อนที่พระเจ้าซาร์จะได้อ่านคำทำนายนี้ เมื่อรัสปูตินเสียชีวิตราชวงศ์โรมานอฟจะถูกโค่นล้มใน 2 ปี
ทุกอย่างในคำทำนายเป็นจริง รัสปูติน เสียชีวิตชีวิตก่อนที่คนใช้จะนำจดหมายคำทำนายไปถึงพระเจ้าซาร์ และเมื่อคนที่ฆ่ารัสปูตินเป็น "เจ้าชาย" ดังนั้น ค.ศ. 1917 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟจริงๆ หนำซ้ำ ค.ศ. 1918 ราชวงศ์โรมานอฟถูกตัดสินโทษประหารทั้งตระกูล ไม่เหลือผู้รอดชีวิตเลย
พระนางอเล็กซานดร้าทรงให้จัดการฝังศพรัสปูตินไว้ด้านหนึ่งในเขตพระราชวังซาสโกเซโล แล้ววันหนึ่งเมื่อฝ่ายบอลเชวิกชนะ ทหารที่เข้ามาเฝ้าวังได้ขุดศพรัสปูตินขึ้นมาเผาทำลายจนไม่มีอะไรเหลือ
สมกับคำทำนายของเขาเองที่ได้เคยทำนายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะถูกทำลายย่อยยับเป็นธุลีไปในที่สุด

th.wikipedia.org/wiki/เกรกอรี_เยฟิโมวิช_รัสปูติน