Translate

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนจบของโดราเอม่อนมีจริงหรือ



                โดราเอม่อนนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลในบ้านเราและทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่10 ปี โดราเอม่อนก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ก็ด้วยความที่โดราเอม่อนนั้นเป็นการ์ตูนที่ส่งเสริมจินตนาการในแง่ของวิทยาศาสตร์ หรือจะส่งเสริมในด้านของมิตรภาพ ระหว่างเพื่อนและครอบครัว ผ่านทางตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่มาจากศตวรรษที่22 นามโดราเอม่อน และผองเพื่อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ และโดราเอม่อนก็มีไอเท็มของวิเศษที่มาจากอนาคต ที่ทำให้พวกเรานั้นได้สนุกหรรษากัน แต่ส่วนหนึ่ง ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ถ้าไม่ได้เขา เราๆท่านๆคงไม่มีวันรู้จักกับโดราเอม่อนได้อย่างแน่นอน

                 หลังจาก ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539) ในขณะที่สื่ออย่างอินเตอร์เน็ตก็    ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกระแสอย่างหนึ่งของโดราเอม่อน นั่นก็คือ ตอนจบของโดราเอม่อน นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ แบบ และ ต่างก็อ้างว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง ทำเอาแฟนๆโดราเอม่อนทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรา นั้นต่างก็รู้สึกสับสนว่าตอนจบที่แท้จริงเป็นแบบไหนกันแน่ ถึงลูกศิษย์ของอ.ฟูจิโกะจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นหัวข้อที่กลุ่มสาวกคนรักโดราเอม่อนยังถกเถียงกันไม่รู้จักจบ จนอาจกลายเป็นมลภาวะทางสายตาของคนที่เข้าอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดบางแห่งเสียด้วย
                บางคนอาจสงสัยว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ น่าจะเรียกว่า เป็น เวอร์ชั่นมากกว่า เพราะมีทั้งจบแบบแฮปปี้ และจบแบบเศร้าหักมุมสุด ซึ่งผมจะขอเล่าคร่าวๆก็แล้วกัน อ่านแล้วก็ขอให้ใช้วิจารณญาณกันดีๆนะครับ

                ตอนจบแบบแรก แบบประทับใจ
               
                บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นทั่วไป

                โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นชั้น ไปที่ห้องของเขา
                โดเรมอนกำลังนอนอยู่ในห้อง ...ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุก ๆ วัน

                "เฮ้!! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน" โนบิตะชวน
                แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น
                โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า
                ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ

                2-3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อโนบิตะกลับถึงบ้าน
                เขาพบว่าโดเรมอนยังนอนอยู่นิ่งที่เดิม
                โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป
                "ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา "

                เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ
                โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน
                แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามแค่ไหน ก็ทำให้โดเรมอนตื่นขึ้นมาไม่ได้

                ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
                โดเรมอนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน..

                โนบิตะเริ่มร้องไห้
                แต่แม้จะร้องไห้หรือตะโกนเรียกอย่างไร..
                เจ้าหุ่นยนต์แมวตัวอ้วนก็ไม่เคลื่อนไหว

                แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!!
                เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะ.. ใช่แล้ว! ไทม์แมชชีนนั่นเอง
                โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีนไปในอนาคต ไปหา โดเรมี น้องสาวของโดเรมอน
                โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี และพาเธอกลับมากับเขากลับมาในปี 1998

                หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998
                โดเรมีก็เริ่มตรวจระบบต่างๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ
                หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า..
                "แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด"

                โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า
                "แบตเตอรี่หรือ?? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม
                งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา
                และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมทีสิ"

                แต่ ..โดเรมีส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า
                "โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ??"

                "อะ... อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง???"
                โดเรมีตอบว่า..
                "ก็ แบตเตอรี่หลักของ โดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว
                ซึ่งแต่เดิมโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู
                แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไปเมื่อหลายปีมาแล้ว
                ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง"

                "แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ" โนบิตะสงสัย
                "ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน
                ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ"

                "อะไรนะ?????? "
               
                "แล้วเธฮยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ"

                โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้....
                แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดร้อง และบอกโดเรมีจังว่า..
                "โดเรมี ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ"

                โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี
                เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต

                หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนไปนอนในตู้ของโดเรมอนตามเดิม

                วัน-เวลาผ่านไป...........
                ปี ค.ศ.2010 โนบิตะโตขึ้น
                ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป
                และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน
                เขาบอกชิซูกะและทุก ๆ คนว่า โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว
                และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป

                ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
                พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน...

                โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง
                และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน
                เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา
                เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย

                แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา
                ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย
                นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องของสามีเธอ

                และเมื่อชิซูกะเข้าไป เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก....
                เพราะสิ่งที่เธอเห็น- -เพื่อนเก่าของเธอ.. ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
                "โดเรมอน"

                โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ

                "ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ.."
                โนบิตะเปิดสวิตช์หลักของโดเรมอน
                โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว.....

                นั่นเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน... คือใคร"
                มีคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง....

                ที่โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท ก็เพื่อที่จะได้พบ ได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขาอีกครั้งหนึ่ง
               จนถึงขณะนี้.. โนบิตะก็กลายเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา
                เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และโปรแกรมทั้งหมดที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน

                โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบา ๆ ด้วยความยินดี....
                ขณะที่โดเรมอนลืมตาขึ้นมา... มองไปรอบ ๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
                "โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?"

                เมฆสีขาวบริสุทธิ์ยังคงลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าเหมือนดังวันก่อน
                วันเวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน....

                จบลงอย่างน่าเศร้าใจ

          
                วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคน
                ยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอก
                โนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึง
                เรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
                โดเรมอน เซวาสึ และโดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น
                โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล
ตลอดเวลาและเขาก็หลับไป
                ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะ
                ร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร..
                และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้น
                เป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคต
                มีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป......


                ...ตอนจบแบบที่ นี้...
                เขาว่ากันว่า "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" ได้ร่างไว้ก่อนที่จะจากไป แต่เพียงตอนจบที่ร่างเอาไว้ ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัดว่าจะจัดพิมพ์แต่อย่างใด

               ตกลง ตอนจบทั้งสองตอนเป็นของจริงหรือ
?
                
                นี่คือตอนจบทั้ง แบบที่ได้กล่าวมา แต่เมื่ออ่านซ้ำๆกันหลายรอบ ก็พบว่ามีจุดพิรุธอยู่พอสมควร และคาดว่าน่าจะเป็นแฟนๆการ์ตูนบางกลุ่มเป็นคนแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะ ตอนจบในแบบที่อ่านไปก็คล้ายๆกับว่า โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน ยังไงยังงั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว โดราเอม่อนนั้น เป็นหุ่นยนต์ที่เกิดมาจากโรงงานประกอบหุ่นยนต์ในศตวรรษที่22 ไม่ได้เกิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครได้อ่านโดราเอมอนตอนที่เกี่ยวกับโนบิตะในโลกอนาคต จะพบว่า โนบิตะกับชิซูกะแต่งงานกันจริงๆ แต่โนบิตะนั้นเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาเท่านั้นเอง และ โดราเอม่อนจะทำงานได้นั้น จะต้องกดสวิตช์ที่หาง ไม่ใช่เสียบปลั๊ก
                พูดถึงตอนจบแบบที่2แล้ว ก็ขอพูดถึงตอนจบแบบแรกที่เศร้าๆแบบหักมุมสุดๆหน่อย บอกตรงๆว่า ไม่เชื่อเป็นอันขาด เพราะ ผมเชื่อว่า อ.ฟูจิโกะ ผู้แต่ง เขาคงไม่ทำร้ายจิตใจคนอ่านถึงขนาดนั้น ถึงแม้ว่ามันเป็นตอนจบสไตล์ดราม่าที่อาจถูกใจสำหรับบางคน แต่มันเศร้าเกินธรรมชาติ เกินกว่าที่เด็กๆหรือผู้อ่านบางคนจะยอมรับได้
                ใครก็ตามที่ได้อ่านตอนจบทั้ง2แบบนั้นแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ซึ่งอ.ฟูจิโกะเป็นคนแต่งเองจริงๆ ซึ่งไม่ใช่2แบบข้างต้น โดยทีแรกอาจารย์ตั้งใจจะเขียนตอนนี้ให้เป็นตอนจบจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ชื่อว่า ลาก่อน โดราเอม่อน(หาอ่านได้ในเล่มที่ตอนสุดท้าย) แต่ก็มีกระแสจากคนอ่านให้อาจารย์กลับมาเขียนโดราเอม่อนต่อ และอาจารย์ก็ตอบรับกระแสจากแฟนๆ ด้วยการเขียนตอนที่ชื่อว่า น้ำยาโกหก ซึ่งเป็นตอนที่โดราเอม่อนกลับมาหาโนบิตะอีกครั้ง (ตอนแรกของเล่ม 7) และจากนั้นเป็นต้นมา โดราเอม่อนก็มีทีท่าจะเป็นการ์ตูนไม่มีวันจบอีกเรื่องหนึ่ง
                และมีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะเขียนตอนจบ2แบบที่ว่านั่นเลย จากหนังสือการ์ตูนอัตชีวประวัติของ ฟูจิโกะ ฟูจิโกะ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอาจารย์ ว่า เขาต้องการให้เด็กๆที่มีความสุขกับโดราเอม่อนนั้นมีความสุขให้เต็มที่ และ ฉากที่อาจารย์หมดสติขณะเขียนการ์ตูนอยู่ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติขณะกำลังร่างต้นฉบับอยู่นั้น เป็นโดราเอม่อนตอนพิเศษตะลุยเมืองตุ๊กตาไขลาน นั่นเอง

                 เกร็ดอีกอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งสุดท้ายที่อ.ฟูจิโกะทำก่อนที่จะเสียชีวิต ก็มีดังนี้
·       โดราเอม่อนที่เขียนเป็นตอนสุดท้าย ผู้มาจากดาวการาป้า(ตอนสุดท้ายของเล่ม 45)
·     คิดพล็อตเรื่องตอนสุดท้าย ตอน ผจญภัยเกาะมหาสมบัติ ซึ่งเป็นภาคหนังโรง เพราะมีแหล่งอ้างอิงหลายที่ที่ให้ Credit ว่าตอนนี้เป็นตอนที่ท่านวางโครงเรื่องไว้ก่อนที่อ.ฟูจิโกะจะเสียชีวิต
·     โดราเอม่อนตอนที่เขียนเป็น comic" เป็นตอนสุดท้าย "ผจญภัยสายกาแล็กซี่" เพราะเป็นเวลาพอดีกับที่อ.ฟูจิโกะเสียชีวิตและลายเส้นหลังจากเล่มนี้จะดูแปลกตาไปเลย
  
             จากเกร็ดดังกล่าว ก็เป็นการบ่งบอกว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้น อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะแต่งออกมาเลยแม้แต่น้อย และ อ.ฟูจิโกะก็ไม่คิดที่ จะให้โดราเอม่อนมีวันจบจริงๆ เพื่อให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขได้อย่างเต็มที่เลย

                ถ้ามันไม่ใช้ แล้วมันมาจากไหน
               

                ทั้งสองตอนนี้ ทราบที่มาแล้วครับ ว่ามันถูกแต่งขึ้นโดยเหล่าโอตากุผู้ชื่นชอบโดจินชิเป็นชีวิตจิตใจ โดยพวกเขาเหล่านี้ชอบโดราเอม่อนมากถึง จึงคิดวาดตอนจบโดราเอม่อนเป็นโดจินชินแล้วไปวางขายที่ย่านอากิฮาบาระ แหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน-เกมส์ ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น หรือไม่ก็งาน comiket จัดขึ้นที่โตเกียวอินเตอร์เนชันแนลเทรดเซนเตอร์ซึ่งมีฮอลล์ใหญ่ 6 ฮอลล์เนื้อที่กว่าแปดแสนตารางเมตร  ขายกันแต่"โดจินชิ" ล้วนๆ  ในช่วงเวลา 3 วันที่จัดงานมีกลุ่มการ์ตูนเข้าร่วมประมาณ 35,000 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์โดจินชิรวมกว่าแสนคนขายงานของตัวเองให้บรรดาแฟนๆที่มางานราว 420,000 คน ละพอดีโดราเอม่อนตอนจบเกิดมันดังเปรี้ยงขึ้นมา เพราะมันดันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนแจกฟรี จนเกิดข่าวลือ เสียงเล่าอ้างดังกล่าว จนต้องจัดพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกล้านกว่าเล่มเพื่อเพียงพอต่อความต้องการของผู้อ่าน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่การ์ตูนเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนไทยสักคนหนึ่ง หรือไม่ก็เปิดเน็ตแล้วแพร่หลายในเน็ตจนมาถึงไทยในที่สุด

             การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม ว่า GA-FAKE COTERIE โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน ครั้งที่ 68  ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548
                และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30ธันวาคม 2548
                ผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น